RSS

กิจกรรมที่ 2 สำหรับนักศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 4 หมู่

ให้นักศึกษาไปค้นคว้าหา  นโยบายที่ได้นำไปการปฏิบัติจริง  (ที่กำหนดโดยฝ่ายการเมือง)   โดยให้นักศึกษาทำการศึกษาตามประเด็น ดังนี้  

  1.  ชื่อนโยบาย………………………………….…..………………………………………………
  2. รายละเอียดของนโยบาย..……………………………………………………………………
  3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง……..……………………………………
  4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา.……………………………………………………

นักศึกษาปีที่ 4 หมุ่ที่ 1 และ 4  หมดเวลารับงาน  วันที่ 23  มิถุนายน  เวลา 18.00 น.

นักศึกษาปีที่ 4 หมุ่ที่ 2 และ 3  หมดเวลารับงาน  วันที่ 24  มิถุนายน  เวลา 18.00 น.

 

150 responses to “กิจกรรมที่ 2 สำหรับนักศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 4 หมู่

  1. ajaniew

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:52 AM

    – งาน/ นโยบาย ที่นักศึกษาแต่ละคนศึกษาค้นคว้ามาเป็นตัวอย่าง ต้องไม่ซ้ำ

    – หากนักศึกส่งานช้ากว่าที่กำหนด อาจารย์จะ ลบ!!! ข้อมูลที่ส่งช้าออกไป….ค่ะ

    จึงแจ้งมาเพื่อทราบและปฏิบัติ

    วงธรรม สรณะ

     
  2. น.ส. อุษา สินธุนาวา รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 54

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:14 AM

    1. ชื่อนโยบาย โครงการรถเมล์ฟรี

    2. รายละเอียดของนโยบาย โครงการ “รถเมล์ฟรี” นับว่าเป็น โครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกว่า 60% เป็นคนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมืองหลวง และส่วนใหญ่อาศัยระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางในแต่ละวัน “โครงการรถเมล์ฟรี” เป็น 1 ในนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการลดค่าครองชีพของประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพง ดังนั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เข้าไปร่วมให้บริการรถเมล์ฟรีตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี
    “โครงการรถเมล์ฟรี” ถือว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลที่เรียกคะแนนได้จากประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับการต่ออายุจากรัฐบาล “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แล้ว 2 ครั้ง หลังจากครบกำหนด 6 เดือนในครั้งแรก เมื่อเดือนก.พ. 2552 และเดือนสิงหาคม 2552 และล่าสุดรัฐบาลเพิ่งอนุมัติให้ต่ออายุไปอีก 3 เดือนเริ่ม ก.พ.2553 นี้ ซึ่งน้อยกว่า 2 ครั้งแรกถึง 3 เดือน และมีทีท่าว่าเมื่อหมด 3 เดือนแล้ว อาจจะไม่มีการต่ออายุอีก ในขณะที่เสียงจากประชาชนยังมีความต้องการบริการ “รถเมล์ฟรี” เช่นนี้ต่อไปอีก เพราะนี่คือ โครงการที่เกิดขึ้นจากภาษีของประชาชนคนทำงานในกรุงเทพฯ

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง โครงการ”รถเมล์ฟรี”นี้ ถือเป็นโครงการที่ได้ประสิทธิภาพและเสียงตอบรับจากประชาชนได้เป็นอย่างดี เพราะปกติประชาชนที่อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครจะใช้รถเมล์เป็นประจำ เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย และยังช่วยให้ผู้ที่ต้องเดินทางด้วยรถเมล์หลายต่อประหยัดได้อีกด้วย

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.logisticscorner.com

     
  3. น.ส. นุชนาฏ การนิตย์ รปศ.ปี4 หมู่ 1 เลขที่ 20

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:16 AM

    1. ชื่อนโยบาย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
    2. รายละเอียดของนโยบาย เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเติมจากลุ่มผู้สูงอายุที่เคยได้รับการช่วยเหลือแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไป โดยจ่ายให้ในอัตราคนละ 500 บาทต่อเดือน
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ทำให้ผู้สูงอายุเกือบ 6 ล้านคนทั่วประเทศ มีหลักประกันรายได้และมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความเป็นอยู่และชีวิตที่ดีขึ้น
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา www. the official site of the prime minsiter of thailand.com

     
  4. น.ส. กมลพรรณ สิงห์คาร รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 2

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:24 AM

    ชื่อนโยบาย การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
    รายละเอียดของนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการประสานธนาคารในเครือข่ายของรัฐในการเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบพร้อมข้อเสนอเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร่วมดำเนินการในคณะเจรจาประนอมหนี้ในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ได้มีการมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ศอก.นส.) กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) และได้มอบหมายภารกิจให้ธนาคารในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) ไปร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเข้าเป็นหนี้ในระบบ โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น อันเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมากเกินให้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็นและมีเงินเหลือออมในที่สุดรู้จักอดออม แก้พฤติกรรมในการใช้จ่าย ให้ความรู้ในเรื่องการเงินของครัวเรือน ที่จะช่วยให้สามารถที่จะดูแลให้แต่ละเดือนมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย เพื่อให้ไม่กลับเป็นหนี้อีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
    แหล่งที่นักศีกษาไปได้ข้อมูลแหล่านี้มาhttp://www.oknation.net

     
  5. นาย อภิสิทธิ์ พุทธรักษา

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:25 AM

    นาย อภิสิทธิ์ พุทธรักษา 5314443041 ลงเพิ่ม รปศ. ปี4หมู่1

    1. ชื่อนโบาย เรียนฟรี 15 ปี

    2.รายละเอียด โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ จึงเป็นโครงการที่นอกจากสะท้อนให้เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการส่งเสริม สนับสนุนด้านการศึกษาและการลงทุนด้านปัญญา ยังเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระของผู้ปกครอง และเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม โดยมีกำหนดการเปิดใช้คือ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 1/2552 เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สําหรับรายการหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติ ผมว่าอย่างไรก็ไม่ฟรีหมดหรอกครับ เพราะทางโรงเรียนจะหาช่องทางเอาเงินผู้ปกครองแน่นอนโดยเฉพาะโรงเรียนดัง ซึ่งอาจจะเรียกเก็บค่าสระว่ายน้ำ ค่าแอร์ โดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรืออาจจะมีอุปกรณ์การเรียนที่ไม่มีคุณภาพ แต่อย่างไรกตาม ก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้บ้างถึงจะไม่ทั้งหมด
    4. hilight.kapook.com

     
  6. นาย ธนาวัฒน์ เพ่งพินิจ

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:25 AM

    ชื่อนโยบาย หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

    รายละเอียดของนโยบาย เป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่มาจากท้องถิ่น ให้ชุมชนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งจากภายในและภายนอกประเทศจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาภายในท้องถิ่น เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ขึ้นภายในท้องถิ่นและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อีกทางหนึ่ง โดยรัฐจะให้การสนับสนุนในเรื่องความรู้สมัยใหม่ การบริหารจัดการและเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนเพื่อจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งได้กำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ (กอ.นตผ.) พ.ศ. 2544 โดยมี
    นายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ กอ.นตผ. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์
    และแผนแม่บทในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 9 ชุด
    ขั้นตอนการบริหารเริ่มจากในระดับตำบล (อบต./ท้องถิ่น) จะชี้แจงแนวคิด และจัดประชาคมเพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบลให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบในท้องถิ่น และแผนชุมชน เพื่อเสนอให้กับระดับอำเภอ ซึ่งในระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ(นตผ.อำเภอ/กิ่งอำเภอ) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นตำบลต่างๆ ของอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ตลอดจนบูรณาการแผนและงบประมาณ
    เพื่อให้การสนับสนุน ในขณะที่ระดับจังหวัด (นตผ.จังหวัด) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับอำเภอต่างๆ ของจังหวัด และบูรณาการแผนและงบประมาณ โดยในส่วนกลาง (กอ.นตผ.) จะทำหน้าที่หลักในการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบัญชีให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์และแผนแม่บท

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำไห้ประชาชนในตำบลต่างๆ ได้มีสินค้าประจำตำบลของตน และก็ทำไห้ประชาชนได้มีร่ายเพิ่มได้จากการขายสินค้าดังกล่าว และก็ทำไห้ประชาชนในตำบลนั้นๆ ได้มีงานทำไม่ตกงาน

    แหล่งที่มาคือ http://www.tdri.or.th

     
  7. นายดำรงศักดิ์ เฉลิมพงษ์

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:26 AM

    นายดำรงศักดิ์ เฉลิมพงษ์ 5314443011 (ลงเพิ่ม) รปศ.ปี4 หมู่1
    1.นโยบายประกันราคาข้าว
    2.รายละเอียด ภาครัฐ โดยคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กขช) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเห็นชอบในหลักการได้ประกันรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีทุก ประเภท ประจำปีการผลิต 2553/54 และได้แยกประเภทของข้าวให้ชัดเจนทั้งข้าวเปลือกข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว รวมถึงข้าวนาปรังด้วย โดยมอบหมายให้กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้คำนวณราคาประกันให้ชัดเจน และจัดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ
    3.ผลที่เกิดขึ้น
    1. เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนต่างระหว่างราคาตลาด อ้างอิงกับราคาประกันเป็นเงินสดโดยตรงจากรัฐ กรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน ช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากการขายข้าว
    2. การจดทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำประกันราคา จะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์จากข้าวของประเทศเพื่อนบ้าน
    3. ลดปัญหาการทุจริต และการแสวงหาประโยชน์จากการรับจำนำของผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ คงเหลือเพียงระดับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่จดทะเบียน
    4. กลไกการค้าข้าวเข้าสู่ภาวะปกติ กลับมามีการแข่งขัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับการค้าข้าว
    4.แหล่งที่มา http://srn-rrc.ricethailand.go.th/srrc/news/09/tsk.html

     
    • ภัครดา กวานเจริญใจ

      มิถุนายน 22, 2011 at 11:45 AM

      นางสาว ภัครดา กวานเจริญใจ 5117441033 รปศ.ปี4ม.1

      ชื่อโครงการ รณรงค์ลดภาวะโลกร้อน (Global Warming)

      รายละเอียดของนโบาย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ดำเนินโครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์รณรงค์เนื่องในวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน – วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2553 เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่จะสร้างกระแสสังคมในภาพรวมระดับประเทศที่สามารถส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการปฏิบัติเพื่อลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรมในหมู่ประชาชน สถานที่ทำการทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในระดับชุมชน จนถึงระดับชาติ

      กรอบแนวคิด การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ต้องมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน เจาะประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียว เพื่อสร้างกระแสสังคมที่สามารถก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องของการสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดปริมาณขยะถุงพลาสติก เพื่อลดภาวะโลกร้อน

      ผลที่เกิดขึ้นจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง สามารถลดปริมาณขยะจากถุงพลาสติกได้ ประชาชนได้รับทราบแนวคิด และวิธีการลดขยะถุงพลาสติกเพื่อลดภาวะโลกร้อนอย่างกว้างขวาง เกิดกระแสความตื่นตัวในสังคมในเรื่องของการลดขยะจากถุงพลาสติก เพื่อลดภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังในสังคมไทย
      แหล่งที่มา สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม http://www.lampangmnre.go.th

       
  8. น.ส.วิชยดา สุนทร ร.ป.ศ.หมู่1 ปี4 เลขที่ 37

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:28 AM

    1.ชื่อนโยบาย นโยบายด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
    2.รายละเอียดของนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยจะสร้างกลไกการดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างจริงจัง รัดกุม รวมทั้งจะปรับปรุงกลไกการปฏิบัติและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งมีการมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบเพิ่มขึ้นอันเป็นการเสริมงานของตำรวจที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยตรง
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและชุมชนได้มากขึ้นด้วยการสร้างกลไก “ อาสาสมัครคุ้มครองชุมชน ” ทั่วประเทศ โดยสนธิกำลังระหว่าง ตำรวจบ้าน และกองปราบอาสา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในแต่ละพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่ระวังภัยเบื้องต้นตั้งแต่ระดับชุมชน ขึ้นไปภายใต้การสนับสนุนและรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    2.เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน โดย มอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    ดำเนินการด้าน
    1.จัดให้มีการจัดเวรยามตรวจตราในพื้นที่ทั้งสายตรวจเดินเท้า สายตรวจรถจักรยานและสายตรวจรถจักรยานยนต์ตามความเหมาะสมของพื้นที่
    2.เพิ่มจำนวนตู้ยาม จุดแจ้งเหตุ จุดตรวจและจุดพักสายตรวจให้ทั่วถึงครอบคลุมในแต่ละพื้นที่
    3. ติดตั้งและเพิ่มไฟฟ้าแสงสว่างในชุมชนและตรอก ซอย ให้ทั่วถึง
    4.ติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดในที่สาธารณะและที่ชุมนุมชน
    3.เพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม โดย
    1.ติดตั้งโทรศัพท์สายตรงแจ้งเหตุหรือระบบสัญญาณแจ้งเหตุระหว่างชุมชนและสถานีตำรวจประจำพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเหตุและจับกุมผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที
    2.จัดตั้งหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงาน สอดส่อง และติดตามความคืบหน้าของเหตุที่ได้รับแจ้งจากประชาชนสามารถติดตามสอบถามความก้าวหน้าของแต่ละกรณีได้ รวมทั้งกำหนดระยะเวลาการสอบสวนให้มีความชัดเจนให้มากที่สุดและพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งผลการสืบสวนสอบสวนและความคืบหน้าของการสืบสวนให้ผู้ร้องทุข์ทราบเป็นระยะ
    3.ดำเนินการกวาดล้างจับกุมเหล่ามิจฉาชีพและผู้ค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง
    4.แหล่งที่มา http://www.democrat.or.th

     
  9. นางสาวพุทธชาติ มีมาก รหัส5117441029 เอกรปศ. ปี4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:29 AM

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายประกันรายได้เกษตรกร
    2. รายละเอียดของนโยบาย เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเปลือก ที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาดและช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาล โดยในระยะแรกจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรนอกจากการรับจำนำและในระยะยาวจะเป็นระบบแทนที่การรับจำนำ
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ผลดีของการใช้นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร
    1. เพื่อช่วยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนต่างระหว่างเกณฑ์กลางอ้างอิงกับราคาประกันเป็นเงินโดยตรงจากรัฐ และกรณีที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน รัฐธบาลจะช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากการขายผลผลิต
    2. เพื่อช่วยลดการจดทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำประกันราคาจะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์จากการผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน
    3. ทำให้ไม่เป็นภาระกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ราคาตลาดอ้างอิงกับราคาประกันให้กับเกษตรกรเท่านั้น รัฐบาลไม่ต้องรับภาระเกี่ยวกับการแปรสภาพและการจัดเก็บผลผลิตในสต็อกของรัฐบาล
    4. เพื่อลดปัญหาการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากการรับจำนำของผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ
    5. ทำให้กลไกการค้าผลิตผลเข้าสู้ภาวะปกติ กลับมามีการแข่งขัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้าผลเสียของการใช้นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร
    1. มีโอกาสเกิดการทุจริตในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรับรองพื้นที่ และปริมาณผลผลิต
    2. จะทำให้เกิดแรงจูงใจแก่เกษตรกรเพิ่มเนื้อที่การผลิตหากกำหนดราคาประกันสูง
    3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มบุคลากรจำนวนมากมาสนับสนุนการดำเนินงาน
    4. ทำให้เป็นภาระของรัฐบาลในการจัดหาเงินทุนมาชดเชยแก่เกษตรกร
    5. ทำให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลช่วยเหลือ
    6. ทำให้ผู้ที่เคยได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการรับจำนำไม่สนับสนุนการดำเนินงาน
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา www. thainews.prd.go.th.

     
  10. น.ส.จันทร ตรึกหากิจ 5117441006 รปศ.ปี4ม.1

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:29 AM

    1.ชื่อนโยบาย การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ
    2.รายละเอียดของนโยบาย เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเติมจากลุ่มผู้สูงอายุที่เคยได้รับการช่วยเหลือแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไป โดยจ่ายให้ในอัตราคนละ 500 บาทต่อเดือน
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง จากการเปิดนับลงทะเบียนผู้สูงอายุที่ประสงค์จะขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2552 พบว่า มีผู้สูงอายุทั่วประเทศมาขึ้นทะเบียน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพเสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,576,661 คน (รวม 75 จังหวัด 3,142,188 คน กรุงเทพฯ 430,498 คน และพัทยา 3,980 คน )ทั้งนี้ ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพรอบแรกครบทุกคน ณ เดือนมิถุนายน 2552 มีการเบิกจ่ายงบประมาณ 6,019,597,500 คน ทำให้ผู้สูงอายุเกือบ 6 ล้านคนทั่วประเทศ มีหลักประกันรายได้และมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/works/old-age-pension

     
  11. นายสนั่น สัสดี รปศ ม.1 ปี.4 5117441042

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:29 AM

    1.ชื่อนโยบาย หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
    2.รายละเอียดของนโยบาย มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์
    และแผนแม่บทในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 9 ชุด
    ขั้นตอนการบริหารเริ่มจากในระดับตำบล (อบต./ท้องถิ่น) จะชี้แจงแนวคิด และจัดประชาคมเพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบลให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบในท้องถิ่น และแผนชุมชน เพื่อเสนอให้กับระดับอำเภอ ซึ่งในระดับอำเภอ/กิ่งอำเภอ(นตผ.อำเภอ/กิ่งอำเภอ) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นตำบลต่างๆ ของอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ตลอดจนบูรณาการแผนและงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน ในขณะที่ระดับจังหวัด (นตผ.จังหวัด) จะจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับอำเภอต่างๆ ของจังหวัด และบูรณาการแผนและงบประมาณ โดยในส่วนกลาง (กอ.นตผ.) จะทำหน้าที่หลักในการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบัญชีให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์และแผนแม่บท
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง คือแต่ละชุมชนได้มีผลิตภัณฑ์ส่งออกไปขายยังตลาดทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำและมีรายได้ที่แน่น อีกทั้งผลิตภัณฑ์ของชุมชนยังเป็นที่รู้จักรไปทั่วประเทศ ประชาชนให้กานตอบรับเป็นอย่างดี
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.thairakthat.or.th (ผลงาน 2 ปี ของพรรคไทยรักไทย))

     
  12. นายสนั่น สัสดี รปศ ม.1 ปี.4 5117441042

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:39 AM

    1.ชื่อนโยบาย การสร้างงานในชนบท/โครงการพัฒนาตำบล
    2.รายละเอียดของนโยบาย โครงการพัฒนาตำบลเริ่มในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปี พ.ศ. 2518 โดยใช้ชื่อโครงการว่า “โครงการเงินผัน” ต่อมา
    เปลี่ยนเป็น “โครงการสร้างงานในชนบท” ในปี พ.ศ. 2523 เป็นโครงการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและช่วยเหลือประชาชนในชนบท
    ให้มีงานทำในช่วงฤดูแล้ง โดยจัดสรรงบประมาณใน ปี พ.ศ. 2523 และ 2524 ประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท และในช่วงปี พ.ศ.
    2525-2529 อีกปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท พื่อว่าจ้างชาวบ้านซึ่งว่างงานในฤดูแล้งมาสร้างสาธารณูปโภคในท้องถิ่นเอง
    เน้นการพัฒนาแหล่งน้ำและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรด้วย

    ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ให้เปลี่ยนโครงการสร้างงานในชนบทมาเป็น
    “โครงการพัฒนาตำบล” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของท้องถิ่น
    และแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างเศรษฐกิจชุมชน โครงการพัฒนาตำบลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี
    งบประมาณของโครงการพัฒนาตำบลจะถูกจัดสรรไปสู่โครงการ 7 ประเภท ดังนี้ 1) น้ำกินน้ำใช้ 2) น้ำเพื่อโครงการเกษตร
    3) พัฒนาอาชีพและรายได้ 4) สิ่งสาธารณประโยชน์ 5) อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6) การพัฒนาองค์กรท้องถิ่น
    และบุคลากรท้องถิ่น และ 7) โครงการพัฒนาระหว่างตำบล

    โครงการพัฒนาตำบลได้รับงบประมาณในปีงบประมาณ 2540 จำนวน 5,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 และ
    พ.ศ. 2542 เป็นจำนวน 4,000 ล้านบาท และ 2,000 ล้านบาท ตามลำดับ ปัจจุบันโครงการพัฒนาตำบลไม่มีการดำเนินการแล้ว
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง กองทุนพัฒนาชนบทเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2527 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนหรือเงินทุนเฉพาะกิจต่างๆ ในหมู่บ้านชนบทในรูปการให้เงินยืมสมทบโดยไม่มี ดอกเบี้ยเพื่อดำเนินกิจการประเภทต่างๆที่ก่อให้เกิดรายได้ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านรวมกลุ่มเพื่อจัดทำกิจกรรมที่อำนวยประโยชน์ต่อสมาชิกและหมู่บ้านช่วยให้ชาวบ้านที่อยู่ในชนบทที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อเพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกขึ้นและเป็นแหล่งสินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมที่ต่ำกว่าสถาบันการเงิน (ธนาคารเพื่อการเกษตร-และสหกรณ์การเกษตร) การกู้ยืมเงินจากกองทุนชาวบ้านจะต้องรวมเป็นกลุ่มมากู้ยืมโดยให้กลุ่มในชุมชนเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วม ของประชาชนในการพัฒนาหมู่บ้าน และการพึ่งตนเอง
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm#poli12

     
  13. นางสาวศิริวรรณ พรรคอนันต์ เลขที่41 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:40 AM

    1. ชื่อนโยบาย โครงการประกันราคาพืชผล
    2. รายละเอียดของนโยบายโครงการประกันราคาพืชผล นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้อนุมัติหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินโครงการประกันราคามันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยใช้งบประมาณในโครงการร่วมกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท

    สำหรับโครงการรับประกันราคา มันสำปะหลัง ปี 52/53 มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่ ก.ค.52-ก.ค.53 มีวงเงินงบประมาณที่จ่ายเป็นส่วนต่างการรับประกันราคาจำนวน 10,692 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง 10 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์วางเป้าหมายว่าจะมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาด 29.7 ล้านตันเกษตรกรที่จะขอใช้สิทธิตามโครงการจะต้องขึ้นทะเบียนและมีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนการปลูกมันสำปะหลังที่ออกโดยกรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดระยะเวลาให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน ตั้งแต่ ก.ค.-ก.ย.52 และทำสัญญาประกันราคา ส.ค.-พ.ย.52 เกษตกร สามารถใช้สิทธิประกันราคาได้หลังวันทำสัญญาแล้ว 45 วันแต่ไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันทำสัญญา แต่ไม่เกิน 31 พ.ค. 53 กำหนดผลผลิตต่อครัวเรือน ไม่เกิน 100 ตันทั้งนี้ กำหนดราคารับประกันหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ที่ กก.ละ 1.70 บาท ส่วนการกำหนดราคาตลาดอ้างอิงกำหนดโดยกระทรวงพาณิชย์”หากราคาประกันที่ 1.70 บาท/กก.และราคาอ้างอิง ธ.ก.ส.ประกาศไว้ที่ 1.50 บาท/กก. ธ.ก.ส.จะจ่ายส่วนต่าง 20 สตางค์/กก. คูณ จำนวนตันที่ได้ประกันไว้ เกษตรกร จะได้เงินส่วนนี้ไป ซึ่งเกษตรกร อาจเดินกลับบ้าน และยังไม่ขุดมันมาขายในวันนั้นก็ได้ แต่เกษตรกรจะขายวันไหนก็ได้ในราคาตลาด” นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวทั้งนี้ จะมีการกำหนดราคาตลาดอ้างอิง ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่ ก.ย. 52 เป็นต้นไปไปส่วนการรับประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะใช้หลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกัน โดยกำหนดระยะเวลาให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน ตั้งแต่ ก.ค.-ก.ย.52 และ ทำสัญญา ส.ค.-พ.ย.52 เกษตรกรใช้สิทธิภายใน 15 วันแต่ไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันทำสัญญา ซึ่งจะไม่เกิน 28 ก.พ.53 กำหนดราคารับประกันไว้ที่ 7.10 บาท/กก.กำหนดผลผลิตต่อครัวเรือนไม่เกิน 20 ตัน โดยจัดงบประมาณจ่ายเป็นส่วนต่างราคารับประกัน 7,055 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายให้กรมการค้าภายในเพื่อใช้ดำเนินโครงการจำนวน 6 ล้านบาทรองนายกรัฐมนตรี แสดงความมั่นใจว่า การดำเนินโครงการรับประกันราคา พืชผลทั้งสองชนิด รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณ เป็นค่าใช้จ่ายไม่มากไปกว่าโครงการรับจำนำพืชผลการเกษตร และเชื่อว่าระบบประกันราคาพืชผล จะช่วยป้องกันการทุจริตเกิดขึ้นได้ส่วนการกำหนดราคาอ้างอิง ได้สะท้อนความเป็นจริง แต่หากราคาขายไม่สะท้อนความเป็นจริง รัฐบาลจะมีมาตรการรองรับไว้ เป็นมาตรการรักษาเสถียรภาพ อาจเป็นการพักตั๋วซื้อ หรือการรับจำนำ แต่ยืนยันว่าจะไม่ให้เสียประโยชน์หรือกระทบราคาตลาด
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง รัฐบาลจะรับซื้ออุปทานส่วนเกินจากเกษตรกรโดยตรงในช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยรับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้น (เป็นวิธีการรับจำนำแบบเดิมของรัฐบาล) และนำมาเก็บสต็อกไว้ เพื่อนำมาขายในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย วิธีนี้มีข้อจำกัดตรงที่ รัฐบาลอาจจะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการบริหารจัดการ และทำให้กลไกราคาไม่สามารถทำงานได้อย่างเสรีเป็นการประกันราคาขั้นต่ำโดยที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนให้กับเกษตรกร ซึ่งวิธีนี้รัฐบาลจะปล่อยให้มีการซื้อขายตามกลไกตลาดตามปกติ และจะกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ ถ้าหากว่าราคาตลาดต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาด การประกันราคาในลักษณะนี้ อาจจะช่วยให้รัฐบาลใช้งบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรลดลง และไม่ต้องมีภาระในเรื่องการเก็บสต็อก และการระบายสินค้าเกษตร พร้อมทั้งกลไกราคายังคงทำงานได้ตามปกติ
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ryt9.com/s/iq03/626340

     
  14. นาย วัชรพงษ์ แสงอรุณ รปศ. ปี 4 หมู่1 รหัสนักศึกษา 5117441036

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:43 AM

    ชื่อนโยบาย นโยบายถนนไร้ฝุ่น

    รายละเอียดของนโยบาย
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวด้วยว่า นับเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะผลักดันถนนไร้ฝุ่นทั่วประเทศ หลังจากเฟสแรกเสร็จ จากทั้งหมด 900 โครงการทั่วประเทศ คาดว่าเฟสแรกจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2553 อย่างไร ก็ดี ตามแผนก่อสร้างดังกล่าว ได้แบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ ภาคเหนือ 198 โครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 1 โครงการ ภาคกลาง 245 โครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 14 โครงการ ภาคใต้ 168 โครงการ ก่อสร้าง แล้วเสร็จ 3 โครงการ และภาคอีสาน 290 โครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 4 โครงการ
    สำหรับเฟส 2 ระยะทาง 4,000 กม. วงเงินก่อสร้าง 20,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอดำเนินการ โดยอยู่ใน พ.ร.บ.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง หากผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็จะทำให้โครงการครบตามเป้าหมายที่ ทช. 7, 213 กม.ที่ทช.ดูแลอยู่ ในโครงการไทยเข้มแข็งฯ หลังจากนั้น คมนาคมจะพิจารณาปรับปรุง ถนนลูกรังในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 150,000 กม. เพื่อนำมาพิจารณาในเฟส 3 และ 4 ต่อไป
    นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีทางหลวงชนบท กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่นบนทางหลวงชนบทในปีงบประมาณ 2553 ทั้งหมด 22 โครงการ รวมระยะทางกว่า 109 กม. วงเงินงบประมาณ 439 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 20 โครงการ และก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ สายบ้านแสลงพัน-บ้านหนองขุ่น และสายแยก ทล.24 บ้านโคกสว่าง ต.ท่าโพธิ์ชัย อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ อย่างไรก็ตาม ในทุกโครงการจะต้องมีการบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย หรือไตรภาคี (MOU) อันประกอบด้วย ทช. ผู้รับจ้าง และประชาชน เพื่อเกิดความโปร่งใสในการบริหารงานโครงการ
    “ได้ทดสอบมาตรฐานของโครงสร้างและผิวถนนในเส้นทางแรกด้วย พบว่าความหนาของผิวถนนตลอดเส้นทางได้มาตรฐาน มีความหนามากกว่า 4 เซนติเมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 25 ตัน และมีอายุใช้งาน 7-10 ปี จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าการประมูลก่อสร้าง ในเฟสแรกมีมาตรฐานแข็งแรงและโปร่งใส การดำเนินโครงการถนนไร้ฝุ่นมีประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะภาคเกษตรนำผลผลิตไปจำหน่ายได้” นายวิชาญ กล่าว
    ว่ากันว่า โครงการถนนไร้ฝุ่นของ ทช. นั้น ทำให้การสัญจรของประชาชนในชนบทเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ในทุกฤดูกาล และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อประชาชนและประเทศชาติ เช่น เป็นการกระจายรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงานบุคลากรด้านช่าง ธุรการ ฝ่ายฝีมือ และคนงานในท้องถิ่น จำนวนกว่า 7 หมื่นคน
    อีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เนื่องจากโรคที่เกิดจากฝุ่นละอองในอากาศ จำนวน 683 ล้านบาท/ปี รวมทั้งประหยัดค่าน้ำมันในการสัญจรของประชาชนในท้องถิ่นได้ปีละ 5,676 ล้านบาท/ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ จำนวน 484 ล้านบาท/ปี

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ถือว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จพอสมควรเพราะประชาชนในหลายพื้นที่ ที่รับประโยชน์จากการเข้าไปพัฒนาเส้นทางตามเขตพื้นที่ชนบท ที่แต่เดิมมีความลำบากในการเดินทางติดต่อสื่อสารอีกทั้งการลำเลียงสินค้าทางการเกษตรก็ทำได้ยากลำบาก เมื่อมีถนนที่ดีแล้วปัญญาเหล่านี้ก็จะหมดไปและยังสร้างความเจริญก้าวหน้าเข้ามาในชุมชนที่ถนนได้ตัดผ่านด้วย

    แหล่งที่ไปศึกษาข้อมูลมา
    http://www.logisticscorner.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1594:no-dust-road&catid=34:logistics-news&Itemid=55

     
  15. นายอัศวิน แก้วพิทักษ์

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:44 AM

    นาย อัศวิน แก้วพิทักษ์ 5117441052 รัฐประศาสนศาสตร์ หมู่ 1 ปี 4
    1.ชื่อนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    นโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
    เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ให้ทำการศึกษาโครงการดำเนินการเพื่อกำหนดนโยบาย การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถาบันดังกล่าวได้ทำรายงานขั้นสุดท้ายเสนอต่อการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในรายงานได้มีการเสนอนโยบายและกลยุทธ์ในการพัฒนา เพื่อเป็นแนวทางให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
    นโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเสนอไว้ในรายงานมีดังนี้
    ๑. ต้องมีการควบคุม ดูแล รักษา และจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวให้คงสภาพ เดิมแท้ไว้ให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงหรืองดเว้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่อ่อนไหว ง่ายต่อการถูกกระทบ หรือฟื้นตัวได้ยาก
    ๒. ต้องคำนึงถึงศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่ มีการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม และปรับให้เกิดความสมดุลกับรูปแบบและกิจกรรมที่มีอยู่แต่เดิม
    ๓. ต้องคำนึงถึงการพัฒนาด้านการให้การศึกษา สร้างจิตสำนึกที่ดีในการรักษาระบบนิเวศร่วมกัน มากกว่าการมุ่งเน้นความ เจริญทางด้านเศรษฐกิจ และการมีรายได้แต่เพียงอย่างเดียว
    ๔. ต้องให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรในท้องถิ่น ในการจัดการทรัพยากร การบริการ การแลก-เปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมของชุมชนในกระบวนการท่องเที่ยว รวมทั้งการมีส่วนร่วม ในการวางแผนพัฒนา หรือการให้ประชาชน มีตัวแทนเป็นคณะกรรมการร่วมในทุกระดับ
    ๕. ให้องค์กรต่างๆกำหนดบทบาทที่ชัดเจนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยมีการจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และกำหนดวิธีการจัดการที่เหมาะสม
    ๖. นำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเข้าสู่แผนพัฒนาระดับต่างๆอย่างมีความ สำคัญ ได้แก่ แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาภาค พร้อมทั้งให้มีการจัดสรรและกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึง และเพียงพอ
    ๗. สนับสนุนการศึกษาวิจัย และประเมินผลการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการ การแก้ไขปัญหา และการปรับปรุงแผนอย่างเป็นขั้นตอน
    ๘. มีการใช้กฎหมายในการควบคุมดูแลและรักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด โดยเน้นการแนะนำ ตักเตือน และการสร้างวินัยการท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย
    ๙. จัดทำแนวทางปฏิบัติ หรือคู่มือการจัดการ ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อย่างถูกต้อง
    ๑๐. จัดให้มีเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้งในทางแนวตั้งและแนวนอน โดยให้มีการประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารและ การจัดการร่วมกันในทุกระดับ

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    หลังจากที่มีนโยบายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่รักการท่องเที่ยวเป็นการส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกที่ดีในการดูแลและรักษาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เป็นการทำให้สถานที่นั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีความอุดมสมบูรณ์คงความเป็นธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวคนอื่นๆได้ชมความสวยงาม
    สิ่งที่สำคัญจะทำให้เกิดเครือข่ายการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำให้เกิดการจัดการร่วมกันรวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลให้นโยบายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศประสบความสำเร็จได้ และทำให้คนในท้องถิ่นเกิดจิตสำนึกที่จะช่วยกัน ปกป้องและรักษาความเป็นมรดกทางธรรมชาติของท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกระจายรายได้ที่ทำให้คนท้องถิ่นในสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆมีงานทำ และมีอาชีพที่หาเลี้ยงตนเองได้ ซึ่งยังคงไว้ซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์สืบไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้ดู
    4.แหล่งที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter3/t27-3-l1.htm#sect1

     
  16. จุฑารัตน์ ศิริเล็ก

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:48 AM

    น.ส. จุฑารัตน์ ศิริเล็ก รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 8

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายกองทุนหมู่บ้าน

    2. รายละเอียดของนโยบาย
    กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เป็นนโยบายของรัฐบาลซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการ เสริมสร้างกระบวนการพึ่งพาตนเองของหมู่บ้านและชุมชนเมืองในด้านการเรียนรู้ การสร้างและพัฒนาความคิดริเริ่ม และการแก้ปัญหาและเสริมสร้างศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชน
    โดยรัฐบาลจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง กองทุนละ 1 ล้านบาท พร้อมเสริมสร้าง และพัฒนาหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถในการจัดระบบบริหารจัดการเงินกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมืองกันเอง

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง นโยบายนี้นับได้ว่าเป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พราะได้รับการตอบสนองจากประชาชนอย่างดี ซึงนโยบายนี้ทำให้คนในชุมชนรู้จักประหยัดอดออมกันมากขึ้น มีการรวมกลุ่มกันซึ่งก่อให้เกิดความสามัคคีกันในชุมชน ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาต่างๆรวมถึงแสดงภูมิปัญญาของตนเอง รวมทั้งเคารพในกติกาที่กำหนดร่วมกัน เมื่อมีปัญหาเรื่องการเงินก็สามารถมากูกองทุนเพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้ได้ โดยไม่ต้องไปหาเงินจากที่อื่นแล้วไปเสียดอกแพง ๆ

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.budutani.com/rabor/nayobay.html

     
  17. นางสาวศิริวรรณ พรรคอนันต์ เลขที่41 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:53 AM

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายเร่งด่วนตรึงราคาก๊าซหุงต้ม
    2. .รายละเอียดของนโยบาย ปัจจุบันรัฐบาลขยับราคาก๊าซหุงต้มให้สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและให้ลดค่าชดเชย จากกองทุนน้ำมัน พรรคประชาธิปัตย์กำหนดให้ขยายเวลาการชดเชยราคาก๊าซหุงต้มออกไป เพื่อตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้คงที่เท่าราคาในปัจจุบัน
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    • ประชาชนทุกครัวเรือนไม่ต้องจ่ายค่าก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นจากที่จ่ายในปัจจุบัน อันเป็นการช่วยลดค่าครองชีพส่วนหนึ่ง
    • ช่วยพยุงราคาอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานที่ขายในตลาดไม่ให้สูงขึ้น
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.democrat.or.th/th/policies/detail.php?ID=575#t2

     
  18. สกุลวดี สูงสกุล

    มิถุนายน 22, 2011 at 11:58 AM

    นางสาวสกุลวดี สูงสกุล รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443042

    1. ชื่อนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค
    2. รายละเอียดของนโยบาย นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งถือได้ว่าเป็นนโยบายสำคัญสำหรับประชาชนคนไทย ในแง่ที่ว่า เพื่อสร้างโอกาสที่สะดวกในการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ไม่ได้รับการเลือกปฏิบัติ โดยเน้นการบริการผ่านเครือข่ายบริการปฐมภูมิ โดยหวังว่าประชาชนคนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในที่สุด
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำไปปฏิบัติจริง คือ นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ยังหาได้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริงไม่ ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบที่รัฐบาลกำหนดออกมานั้น ยังมีอีกหลายประการที่ยังคงแตกต่างและห่างไกลจากเจตนารมณ์แห่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างที่ควรจะเป็นอยู่มาก กระนั้นก็ดี นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งช่วยให้เกิดความยุติธรรมทางสังคม ก็สมควรดำเนินการต่อไป แต่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากเดิมตามสมควร และควรปรับปรุงนโยบายนี้ให้อยู่ได้ และมีประสิทธิผล ถ้าประสบความสำเร็จได้ก็จะทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
    4. แหล่งที่มา http://13ank.exteen.com/20070220/entry-2

     
  19. นายศิรวิชญ์ มาลัยเล็ก เลขที่ 39 รปศ.ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:00 PM

    1.นโยบาย เสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติ
    2.รายละเอียดของนโยบาย โครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติเป็นโครงการภายใต้มาตรการเพิ่ม ค่าใช้จ่ายภาครัฐ (เงินกู้MIYAZAWA) มีงบประมาณ 1,000 ล้านบาท บริหารงานโดยการเคหะแห่งชาติ (เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542) วัตถุประสงค์ของโครงการคือ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของคนจนเมือง โดยการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและธุรกิจในชุมชนปรับปรุงสภาพแวดล้อมชุมชน บริการพื้นฐานและบริการสังคมในชุมชน พื้นที่เป้าหมายของโครงการ ได้แก่ ชุมชนแออัดหรือชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและภูมิภาค งบประมาณของโครงการถูกแบ่งออกเป็นงบบริหารจัดการประสานงาน สนับสนุน เตรียมความพร้อมและติดตามประเมินผล 50 ล้านบาท และงบดำเนินโครงการ 950 ล้านบาทซึ่งจัดสรรให้กับกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 เขต เขตละ 1 ล้านบาท เป็นเงิน 50 ล้านบาท ให้กับจังหวัดต่างๆ จำนวน 75 จังหวัดจังหวัดละ 2 ล้านบาท เป็นเงิน 150 ล้านบาท ให้กับชุมชนแออัดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาคเป็นจำนวนเงิน350 ล้านบาท เป็นงบสำรองให้แก่ชุมชนแออัดที่ไม่ปรากฏตามฐานข้อมูล (ฐานข้อมูลของการเคหะแห่งชาติ ณ มี.ค. พ.ศ. 2542มีชุมชนแออัดทั้งประเทศประมาณ 384,953 ครัวเรือน) ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 115,000 ครัวเรือน จำนวน 100 ล้านบาทส่วนที่เหลือจัดสรรให้สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองเพื่อดำเนิน โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองจำนวน 250 ล้านบาท และโครงการแก้ไข ปัญหาผู้สูงอายุในชุมชน จำนวน 80 ล้านบาท องค์กรชุมชนสามารถของบจากโครงการเสริมสร้างการแก้ปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติได้ โดยการเสนอโครงการที่เกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ สร้างงาน การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานชุมชน การปรับปรุงสวัสดิการสังคมและความปลอดภัยในทรัพย์สิน การส่งเสริมพัฒนากลุ่มเยาวชน และการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมืองการของบสนับสนุนนั้นองค์กรชุมชนหรือเครือข่ายจะต้องร่วมสมทบงบประมาณอย่างน้อยร้อยละ 10 ในรูปตัวเงินหรืออื่นๆของงบสนับสนุนทั้งหมด
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ชุมชนมีการพัฒนาอาชีพและธุรกิจ ได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อม บริการพื้นฐานและบริการสังคมในชุมชนให้เจริญยิ่งขึ้น ประชาชนคนจนในเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม มีงาน มีอาชีพ สภาพที่อยู่อาศัย สวัสดิการทางสังคมดีมากกว่าเดิม
    4. แหล่งที่มา http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm

     
  20. น.ส. ฤทัยทิพย์ วงษ์ลำดับ รหัส 5117441034 รปศ.ปี4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:01 PM

    1.ชื่อนโยบาย นโยบายกองทุนหมู่บ้าน
    2.รายละเอียดของนโยบาย กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการเสริมสร้าง
    กระบวนการพึ่งพาตนเองของหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในด้านการเรียนรู้ การสร้าง และพัฒนาความคิดริเริ่ม และการแก้ไขปัญหา
    และเสริมสร้างศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในหมู่บ้าน และชุมชนเมือโดยรัฐบาลจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนละ 1 ล้านบาท พร้อมเสริมสร้างและพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถในการจัดระบบบริหารจัด
    การเงินกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมืองกันเอง
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนำนโยบายไปปฏิบัติจริง นโยบายนี้ถึงว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก ได้มีความช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนและสามารถแนะแนวทางให้ชาวบ้านได้มีอาชีพทำโดยมีต้นทุ่นให้ชาวบ้านนำเงินมาลงทุนมนอาชีพที่แต่ละคนถนัด
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.sisaket.go.th/data_ceo00/Found1-milion/found.html

     
  21. นายพิเชษฐ์ บุญธรรม รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441028

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:01 PM

    1 . ชื่อนโยบายสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรพร้อมฟื้นฟูอาชีพ

    2 .รายละเอียดของนโยบาย

    1) พักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย 3 ปี และการลดภาระหนี้ ซึ่งรัฐบาลดำเนินโครงการนี้ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยให้เกษตรกรสามารถเลือกที่จะพักชำระหนี้ 3 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย หรือเลือกลดภาระหนี้ โดยรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเกษตรกรในการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูอาชีพของตนเองอีกด้วย

    2) การลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยผ่านสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นการลดภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3 ให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท และเป็นมาตรการจูงใจให้เกษตรกรที่มีหนี้ค้างชำระส่งชำระหนี้คืนแก่สหกรณ์ ทำให้สหกรณ์มีทุนหมุนเวียนสำหรับช่วยเหลือสมาชิกเพิ่มขึ้น

    3) แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรและโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร โดยมีเกษตรกร 180,996 ราย ได้รับการช่วยเหลือโดยให้มีการแขวนดอกเบี้ยของเกษตรกรที่ยังคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 และให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาการชำระเงินต้นออกไปไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2555 โดยงดคิดดอกเบี้ย หากเกษตรกรไม่สามารถชำระต้นเงินกู้ตามกำหนด จะต้องรับภาระดอกเบี้ยที่แขวนไว้ และดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นหลังจากวันแขวนดอกเบี้ยไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

    4) ปรับโครงสร้างหนี้ของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยรัฐบาลได้ร่วมกับสถาบันการเงิน 10 แห่ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ชะลอการดำเนินคดีหรือการบังคับคดีกับสมาชิกเป็นการชั่วคราวจนกว่าการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จะเสร็จ

    การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อส่งเสริมกระบวนการพึ่งพาตนเองของหมู่บ้านและชุมชนเมืองในด้านการเรียนรู้ การสร้างและการพัฒนาความคิดริเริ่ม รวมถึงการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ในการจัดระบบบริหารเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านด้วยตนเอง รวมทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้คนในหมู่บ้านได้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นและไม่ต้องพึ่งแหล่งทุนนอกระบบ และเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวแก่ประชาชนในชนบทที่จะสนับสนุนการดำเนินโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ด้วย

    การจัดตั้งธนาคารประชาชน เป็นอีกหนึ่งแหล่งเงินทุนที่สร้างโอกาสให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ต้องการประกอบอาชีพแต่ขาดแคลนเงินทุนสามารถกู้เงินได้แทนการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารออมสินในการช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยให้มีโอกาสกู้เงินเพื่อไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้ตนเองได้

    การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ประกาศเป็นนโยบายและสามารถสร้างเป็นผลงานที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยโครงการนี้มีเป้าหมายสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างให้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งและมั่นคงของเศรษฐกิจไทยให้สามารถฟื้นตัวและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนด้วยการสนับสนุนเงินทุน โดยการอนุมัติสินเชื่อให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

    การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรในการเข้าถึงแหล่งทุนโดยสามารถนำสินทรัพย์ 5 ประเภท อันได้แก่ ที่ดิน สัญญาเช่า เช่าซื้อ หนังสืออนุญาตให้ประโยชน์และหนังสือรับรองทรัพย์สินทางปัญญาและเครื่องจักร แต่โดยส่วนใหญ่จะเน้นสิทธิในการครอบครองที่ดินทำกินไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการใหม่ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยมีโอกาสที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบเพื่อสร้างรายได้ ส่งผลเป็นการสร้างงานที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังได้มีการดำเนินการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน สปก. และที่ดินที่ประชาชนครอบครองอยู่ในรูปแบบอื่น ๆ ให้แก่ประชาชนเพื่อนำไปใช้ค้ำประกันเงินกู้ตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนอีกด้วย

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    เมื่อมีการนำนโยบายไปนโยบายไปปฏิบัติจริง ผลที่ได้ จากการนำนโยบายไปปฏิบัติ ทำให้สามารถช่วยพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย 3 ปี และการลดภาระหนี้ โดยไม่เสียดอกเบี้ย การลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยผ่านสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นการลดภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3 ทำให้นโยบายนี้ได้รับความพอใจจากเกษตรกร เป็นอย่างมาก ทำให้ช่วยเหลือเกษตรกรไปได้บางในการแก้ไขที่ปลายเหตุ ซึ่งสุดท้ายปัญหาก็ไม่สิดสุดจริงๆ

    4.แหล่งที่มา http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php

     
  22. นาย บุรินทร์ สินทวีทรัพย์

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:03 PM

    นาย บุรินทร์ สินทวีทรัพย์ 5117441022 รัฐประศาสนศาสตร์ หมู่ 1 ปี 4
    1. ชื่อนโยบาย ธนาคารประชาชน
    2. รายละเอียดของนโยบาย โครงการธนาคารประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบัน เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปประกอบอาชีพ ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกำหนดให้จัดตั้งโครงการธนาคารคนจนขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย โดยการให้บริการด้าน
    การออมทรัพย์ บริการด้านสินเชื่อที่มีเงื่อนไขไม่ยุ่งยากในวงเงินที่เพียงพอต่อความจำเป็น ตลอดจนบริการด้านการเงินในรูปแบบอื่นๆ ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังจัดให้มีบริการให้การฝึกอบรมที่จำเป็น ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านการเงินอาชีพ และด้านอื่น ๆ เป็นพิเศษแก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของโครงการธนาคารประชาชนด้วยผู้ที่จะขอกู้เงินกับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ
    ใดๆ แต่ต้องมีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถสมัครเข้าโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2544 โดยเปิดบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกในชื่อผู้สมัคร 1 บัญชี ลูกค้าสามารถ ขอกู้เงินได้หลังจากที่มีเงินฝากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือนแต่สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากอยู่กับธนาคารออมสินอยู่ก่อนแล้ว (มากกว่า 2 เดือน) สามารถกู้เงินได้ทันจำนวนเงินกู้ธนาคาร
    จะให้กู้ตามวงเงินที่ต้องใช้จริง ที่จะนำไปประกอบอาชีพและตามความสามารถที่ลูกค้าสามารถชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้โดยวงเงินกู้ปีแรก ไม่เกิน 15,000 บาท วงเงินกู้ครั้งต่อไปไม่เกินรายละ 30,000 บาท ในกรณีที่ลูกค้าขอกู้เงินมากกว่า 30,000
    บาท ให้ใช้หลักทรัพย์ตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน การกู้เงินจากโครงการธนาคารประชาชนจะต้องมีหลักทรัพย์ หรือบุคคลที่เข้าร่วมโครงการค้ำประกัน 2 คน หรือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ค้ำประกัน การผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลาไม่เกิน 13 งวดโดยวิธีหักจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับธนาคาร สิทธิพิเศษของผู้ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จะได้รับการประกันอุบัติเหตุในวงเงินไม่เกิน
    100,000 บาท ทั้งนี้ธนาคารออมสินได้เริ่มดำเนินโครงการ ธนาคารประชาชน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ทำให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้นเพราะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสามารถนำเงินไปประกอบอาชีพและเพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระหลายย่อย
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm#poli10

     
  23. นาย เอกพัน สวัสดี รปศ.ปี4หมู่1 5117441055

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:03 PM

    นาย เอกพัน สวัสดี รปศ.ปี4หมู่1 5117441055
    1. ชื่อนโยบาย นโยบายสังคม
    2. รายละเอียดของนโยบายสังคม สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน
    เร่งรัดการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้ผลโดยเร็วที่สุด โดยใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอย่างเต็มที่ในการปราบปรามการผลิต การค้า และการบริโภคยาเสพติด ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหายให้บังเกิดผลอย่างแท้จริง รวมทั้งการร่วมมือกับสหประชาชาติและมิตรประเทศอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ จะดำเนินการกวดขันการใช้ยากระตุ้นประสาทอย่างเข้มงวด และเร่งปราบปรามจับกุมผู้ผลิตและผู้ขายที่ผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง รัฐบาลได้ปราบปรามอย่างเข้มงวดโดยการออกกฎหมายมาบังคับใช้ทำให้ประชาชนปฏิบัติตามและทำให้ยาเสพติดลดน้อยลง
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www1.oncb.go.th/document/p1-solution01.htm

     
  24. นางสาวศิริวรรณ พรรคอนันต์ เลขที่41 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:05 PM

    1. ชื่อนโยบาย “โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ
    2. .รายละเอียดของนโยบาย “โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพให้มากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด” เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงเป็นคำมั่นไว้ต่อรัฐสภา
    คำว่า ฟรี 15 ปี คือ ฟรีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงขั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมทั้งประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้กับทั้งโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาลค่าเล่าเรียนฟรี 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรงเรียนเอกชนรัฐจะจ่ายเงินช่วยเหลือมากขึ้นโดยผู้ปกครองจ่ายลดลงจากร้อยละ 40 เหลือเพียงร้อยละ 30 ถ้าเด็กคนไหนสละสิทธิ์จะมีใบประกาศเกียรติคุณให้ โดยเงินจำนวนนี้จะนำไปพัฒนาโรงเรียนที่ด้อยโอกาสพัฒนาถึง 600 โรงเรียนทั่วประเทศ
    โดยในส่วนของงบประมาณที่รัฐช่วยเหลือนั้นมี 5 ส่วนด้วยกัน คือ

    • ค่าเล่าเรียน

    • แบบเรียน

    • เสื้อผ้า

    • ค่าอุปกรณ์การเรียน

    • กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    โดยจะได้รับเงินสดไปจัดซื้อเอง 2 ส่วน คือ ค่าเสื้อผ้าและค่าอุปกรณ์การเรียน
    ทั้งนี้ โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ จึงเป็นโครงการที่นอกจากสะท้อนให้เห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการส่งเสริมสนับสนุนด้านการศึกษาและการลงทุนด้านปัญญา ยังเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระของผู้ปกครอง และเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุภาพอย่างทั่วถึงเท่าเทียม โดยมีกำหนดการเปิดใช้คือ เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 1
    3. . ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ผู้ปกครองนักเรียนได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เนื่องจากลดค่าใช้จ่ายในเรื่องหนังสือแบบเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สามารถนําเงินส่วนนี้ไปใช้ในชีวิตประจําวันในเรื่องอื่นๆ ได้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://hilight.kapook.com/view/35236

     
  25. นายดนุพล ทีฆายุ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441014

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:07 PM

    1.ชื่อ นโยบายการรักษาความมั่นคงของรัฐ
    สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้การรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาวิกฤติการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สามารถแพร่กระจายความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว จนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบสุข ของประชาชนโดยรวมรัฐบาลจึงมีนโยบาย ดังนี้
    2.รายละเอียด ส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการ เพื่อการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ของกองทัพให้เพียงพอและทันเวลาในยามไม่ปกติ ทั้งนี้ ในยามปกติรัฐบาลจะเสริมสร้างและใช้ศักยภาพ ของกองทัพสนับสนุนการพัฒนาพลังอำนาจของชาติทุกด้าน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง และมั่งคั่งภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสมานฉันท์ สามารถป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติ ได้แก่ ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปัญหาภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผู้ประสบภัยพิบัติ การก่อการร้าย รวมทั้งอาชญากรรมภายในประเทศ และที่มีลักษณะข้ามชาติประเภทต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงยาเสพติด ผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้าสิ่งของผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการกระทำอันเป็นโจรสลัด
    พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง มีขีดความสามารถในการป้องกัน ป้องปราม และรักษาผลประโยชน์ของชาติ สามารถยุติความขัดแย้งได้รวดเร็ว มีระบบการข่าว ที่มีประสิทธิภาพมีขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อการพึ่งตนเองทางทหาร และนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความต่อเนื่องในการรบ มีระบบกำลังสำรอง ระบบการระดมสรรพกำลัง และระบบส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภัยคุกคาม นอกจากนี้ จะสนับสนุนการสร้างความร่วมมือด้านต่างประเทศ และด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในกลุ่มอาเซียน และมิตรประเทศ เพื่อลดความหวาดระแวง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างสันติภาพและความสงบสุข รวมทั้งสนับสนุนภารกิจเพื่อสันติภาพและปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมภายใต้กรอบของสหประชาชาติ และผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
    3.ผลที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นไว่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ สังคมทำให้ ประชาชนในประเทศมีความสามัคคี สามารถลดความขัดแย้งของคนในประเทศลงได้ และทำให้ประเทศเกิดความมั่นคงเป็นเอกภาพและได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ
    4.แหล่งข้อมูล http://www.thaigov.go.th

     
  26. นาย บุรินทร์ สินทวีทรัพย์

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:08 PM

    นาย บุรินทร์ สินทวีทรัพย์ 5117441022 รัฐประศาสนศาสตร์ หมู่ 1 ปี 4
    1. ชื่อนโยบาย ธนาคารประชาชน
    2. รายละเอียดของนโยบาย โครงการธนาคารประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบัน เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปประกอบอาชีพ ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกำหนดให้จัดตั้งโครงการธนาคารคนจนขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย โดยการให้บริการด้าน
    การออมทรัพย์ บริการด้านสินเชื่อที่มีเงื่อนไขไม่ยุ่งยากในวงเงินที่เพียงพอต่อความจำเป็น ตลอดจนบริการด้านการเงินในรูปแบบอื่นๆ ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังจัดให้มีบริการให้การฝึกอบรมที่จำเป็น ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านการเงินอาชีพ และด้านอื่น ๆ เป็นพิเศษแก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของโครงการธนาคารประชาชนด้วยผู้ที่จะขอกู้เงินกับโครงการธนาคารประชาชนจะต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ
    ใดๆ แต่ต้องมีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถสมัครเข้าโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2544 โดยเปิดบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกในชื่อผู้สมัคร 1 บัญชี ลูกค้าสามารถ ขอกู้เงินได้หลังจากที่มีเงินฝากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือนแต่สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากอยู่กับธนาคารออมสินอยู่ก่อนแล้ว (มากกว่า 2 เดือน) สามารถกู้เงินได้ทันจำนวนเงินกู้ธนาคาร
    จะให้กู้ตามวงเงินที่ต้องใช้จริง ที่จะนำไปประกอบอาชีพและตามความสามารถที่ลูกค้าสามารถชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้โดยวงเงินกู้ปีแรก ไม่เกิน 15,000 บาท วงเงินกู้ครั้งต่อไปไม่เกินรายละ 30,000 บาท ในกรณีที่ลูกค้าขอกู้เงินมากกว่า 30,000
    บาท ให้ใช้หลักทรัพย์ตามที่ธนาคารกำหนด โดยธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน การกู้เงินจากโครงการธนาคารประชาชนจะต้องมีหลักทรัพย์ หรือบุคคลที่เข้าร่วมโครงการค้ำประกัน 2 คน หรือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ค้ำประกัน การผ่อนชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลาไม่เกิน 13 งวดโดยวิธีหักจากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับธนาคาร สิทธิพิเศษของผู้ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จะได้รับการประกันอุบัติเหตุในวงเงินไม่เกิน
    100,000 บาท ทั้งนี้ธนาคารออมสินได้เริ่มดำเนินโครงการ ธนาคารประชาชน เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ทำให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้นเพราะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสามารถนำเงินไปประกอบอาชีพและเพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระหลายย่อย
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm#poli10

     
  27. นางสาว สุจินดา ขันรักษา เลขที่ 44 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:10 PM

    1.ชื่อนโยบาย นโยบายการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    นโยบายการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี
    เป็นโครงการที่ดำเนินงานผ่านระบบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)
    จุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจนให้กับเกษตรกรรายย่อยให้เกษตรกรรายย่อย
    สามารถมีเงินออมเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการโครงการ
    พักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ธ.ก.ส.
    ใช้วิธีการลงพื้นที่เรียกประชุมกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วม
    โครงการจะต้องมีหนี้เงินกู้ ไม่เกิน 100,000 บาท ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2544 ไม่รวมหนี้เงินกู้ที่เกิดจากโครงการ
    สินเชื่อตามนโยบายรัฐและไม่รวมดอกเบี้ยเงินกู้) และต้องแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2544
    โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือก ที่จะรับความช่วยเหลือได้ 2 แนวทาง คือ แนวทางที่หนึ่ง เกษตรกรขอพักชำระหนี้
    แนวทางที่สอง เกษตรกรขอลดภาระหนี้สิน ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้
    แนวทางที่ 1 ขอพักชำระหนี้ เกษตรกรรายย่อยที่ขอพักชำระหนี้จะได้รับการพักชำระเงินต้นและ ดอกเบี้ยตลอดระยะเวลา 3 ปี
    จาก ธ.ก.ส. (ตั้งแต่ 1 เม.ย. พ.ศ. 2544 – 31 มี.ค. พ.ศ. 2547) โดยในส่วนของดอกเบี้ยที่เกษตรกรจะต้องจ่ายในช่วงเวลา
    การพักชำระหนี้รัฐบาลจะเป็นผู้รับภาระจ่ายดอกเบี้ยให้กับ ธ.ก.ส. เมื่อครบกำหนดพักชำระหนี้เกษตรกรจะต้องชำระเงินต้น
    และดอกเบี้ยในอัตราเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่มีสิทธิกู้เงินเพิ่มจาก ธ.ก.ส. ได้อีก
    ตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพให้แก่เกษตรกรภายใต้ “โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรภายหลัง
    การพักชำระหนี้” โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เกษตรกรที่เข้าร่วม โครงการจะต้องจัดทำแผน
    การออมเงินตามกำลังความสามารถของตนเองกับ ธ.ก.ส. ให้สอดคล้องกับโครงการฟื้นฟูอาชีพหลังการพักชำระหนี้เพื่อป้องกัน
    การใช้เงินโดยไม่เหมาะสมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับครอบครัวและสมาชิก หากเกษตรกรรายย่อยต้องการออกจาก
    โครงการพักชำระหนี้เพื่อเปลี่ยนไปขอรับความช่วยเหลือในรูปแบบการขอลดภาระหนี้สินได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรรายนั้น
    จะต้องอยู่ในโครงการพักชำระหนี้มาไม่น้อยกว่า 1 ปี นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มจากอัตราปกติที่ ธ.ก.ส. จ่ายให้อีกร้อยละ 1 ต่อปี ในจำนวนเงินฝาก ไม่เกินรายละ 50,000 บาท บทลงโทษสำหรับเกษตรกรที่ไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของโครงการพักชำระหนี้คือจะถูกให้ออกจากโครงการและต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ ธ.ก.ส.ตามเกณฑ์ลูกค้าชั้น B บวกด้วยเบี้ยปรับอีกร้อยละ 3 ต่อปี
    แนวทางที่ 2 ขอลดภาระหนี้ เกษตรกรรายย่อยที่เลือกรับความช่วยเหลือนี้จะได้รับการชดเชยอัตราดอกเบี้ยจากรัฐบาล
    ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 3 ปี (ตั้งแต่ 1 เม.ย. พ.ศ. 2544 – 31 มี.ค. พ.ศ. 2547) กล่าวคือ รัฐบาลจะช่วยเกษตรกร
    จ่ายดอกเบี้ยให้แก่ ธ.ก.ส. ตัวอย่างเช่น ลูกค้าชั้น AAA จะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราปกติร้อยละ 8 ต่อปี เหลือร้อยละ 5
    ต่อปี เป็นต้น เกษตรกร ที่ขอลดภาระหนี้มีสิทธิที่จะขอกู้เงินเพิ่มใหม่ได้ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท กู้ฉุกเฉินพิเศษ
    ในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มจากอัตราปกติ
    ที่ ธ.ก.ส. จ่ายให้อีกร้อยละ 1 ต่อปี ในจำนวนเงินฝากไม่เกินรายละ 50,000 บาท แต่เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้จะไม่สามารถ
    เปลี่ยนการรับความช่วยเหลือเป็นการขอพักชำระหนี้ได้ในภายหลังเพื่อเป็นการป้องกันเกษตรกรที่มีเจตนาไม่สุจริตซึ่งจะเป็นภาระแก่รัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณและควบคุม ดูแลในกรณีที่เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดจะถูกให้ออกจากโครงการ และเสียดอกเบี้ยตามเกณฑ์ โครงสร้างดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส. ในการดำเนินนโยบายพักชำระหนี้
    และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยรัฐบาลได้ตั้งเงินงบประมาณ ในการดำเนินการในปีงบประมาณ 2544 จำนวน 6,000
    ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรรายย่อยให้แก่ ธ.ก.ส. ในปีแรก จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในหลักเกณฑ์
    การได้รับการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ทั้งประเทศ 2,379,788 ราย หรือร้อยละ 83 ของเกษตรกรทั้งหมดที่เป็นลูกหนี้ของ
    ธ.ก.ส. รวมเป็นวงเงิน 94,056 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ผ่าน ธ.ก.ส.ตั้งแต่เริ่มโครงการถปัจจุบัน (30 พฤษภาคม พ.ศ. 2544) มีจำนวน 1,754,295 คน คิดเป็นร้อยละ 73.72 ของเกษตรกรรายย่อยทั้งหมดที่เข้าข่ายการได้รับความช่วยเหลือ ในจำนวนเกษตรกรที่ขอเข้าร่วมโครงการแบ่งเป็นเกษตรกรที่ขอพักชำระหนี้845,631 ราย เกษตรกรที่ขอลดภาระหนี้สิน 908,664 ราย

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบาลไปปฏิบัติ

    แก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจนให้กับเกษตรกรรายย่อยได้ให้เกษตรกรรายย่อยสามารถมีเงินออมเพื่อใช้ในการลงทุนพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ประชาชนที่กู้ยืมเงินและไม่มีเงินส่งหรือไม่พร้อมทางด้านการเงินนโยบายนี้ก็สามารถช่วยได้ทำให้ประชาชนไม่เกิดความเครียดในการหาเงินมาชำระหนี้สิน

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm

     
  28. น.ส. ฤทัยทิพย์ วงษ์ลำดับ รหัส 5117441034 รปศ.ปี4 หมู่ 1 (แก้ไขใหม่ )

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:11 PM

    1.ชื่อนโยบาย ขจัดความยากจน
    2.รายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลจะดำเนินนโยบายและมาตรการในการขจัดความยากจนของประเทศให้หมดสิ้นไป โดยปรับปรุงระบบบริหารจัดการทั้งระบบ เชื่อมโยงการแก้ไขความยากจนทุกระดับ ตั้งแต่บุคคลชุมชน และประเทศ ตลอดจนสร้างกลไกที่เชื่อมโยงให้คนยากจนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
    ในระดับบุคคล รัฐบาลจะเน้นการขยายโอกาส สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มช่องทางการเข้าถึงทุน ซึ่งรวมถึงเงินทุน กรรมสิทธิ์ที่ดินและองค์ความรู้โดยเร่งรัดการกระจายกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขยายโอกาสการเข้าสู่ทุนผ่านระบบการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รวมทั้งส่งเสริมระบบสหกรณ์และกระบวนการเรียนรู้ในการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ทั้งนี้รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงรุก โดยจัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่แก้ปัญหาความยากจนที่เรียกว่า “คาราวานแก้จน” เพื่อให้คำแนะนำและบริการต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างทักษะต่าง ๆ
    ในระดับชุมชนรัฐบาลจะดำเนินการเสริมสร้างขบวนการชุมชนเข้มแข็ง และให้คนยากจนสามารถ เชื่อมโยงประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมระดับมหภาคไปถึงคนจนในชุมชน รัฐบาลจะพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร
    ในระดับชุมชน เช่น โรงสีชุมชน โรงปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ชุมชน ซึ่งจะต้องจัดให้มีทั่วถึงทุกอำเภอ และสหกรณ์เครื่องจักรกล เกษตรขั้นพื้นฐาน การสร้างระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าเกษตร และระบบการตลาดสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์นอกจากนั้นจะพัฒนาระบบการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนหมู่บ้านที่มีความพร้อมสู่ธนาคารหมู่บ้านที่ให้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืนรัฐบาลเห็นว่าความเข้มแข็งของชุมชนเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ความยากจน ดังนั้น รัฐบาลจะได้จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (Small Medium Large : SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้บริหารแก้ไขปัญหาของตนเอง
    ในระดับประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างทั่วถึงและพอเพียง เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาวได้ โดยบริหารการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพดิน รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ จัดหาและจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของพื้นที่และความต้องการในระบบการผลิตของเกษตรกรอย่างทั่วถึง และจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicles : SPV) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด และแหล่งทุน เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร จัดตั้งระบบการบริหารจัดการสินค้าเกษตรรายผลิตภัณฑ์เพื่อเน้นการสร้างเสถียรภาพ ด้านราคาสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อเกษตรกรอย่างเป็นธรรม รวมทั้งจะขยายขอบเขตการประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและแรงงานในภาคเกษตรอีกด้วย

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะมีการเน้นในเรื่องของการเพิ่มรายได้ของครัวเรือน โดยการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตสินค้า และบริการที่ดำเนินการโดยคนจน การปรับปรุงสภาพแวดล้อมของตลาดในด้านต่างๆ ให้เอื้ออำนวยต่อคนจน ตลอดจน การให้เงินอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา แต่นโยบายนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าถงบุคคลในเป้าหมายได้อย่างชัดเจน เป็นนโยบายที่เห็นผลช้ามากๆๆๆ
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://region3.prd.go.th/problempoor/polocy.htm

     
  29. นางสาวเหมวดี ลีฬหวนิช เลขที่ 49 รปศ.ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:15 PM

    1.นโยบาย การลงทุนเพื่อสังคม
    2.รายละเอียดของนโยบาย โครงการลงทุนเพื่อสังคม (SIP) เป็นโครงการเงินกู้จากธนาคารโลกและรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤต เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มคนว่างงาน กลุ่มคนยากจนและกลุ่มคนด้อยโอกาส โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์เป็นระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นเน้นการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบในกลุ่มคนทั้ง 3 ประเภท โดยทำให้เกิดการจ้างงาน รายได้
    และการได้รับบริการ และสวัสดิการสังคมระยะยาว เป็นการมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถและความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ โครงการแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 มอบให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการจำนวน 79 โครงการ วงเงิน 13,284 ล้านบาท เพื่อการจ้างงานสร้างรายได้ และบริการทางสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส และผู้ว่างงาน โดยเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น แนวทางที่ 2 จำนวนเงิน 6,000 ล้านบาท รัฐบาลมอบให้ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบบริหารจัดการซึ่งแยกการจัดการเป็น 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนพัฒนาเมือง ในภูมิภาค และกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมหรือ “กองทุนชุมชน” นั้น ธนาคารออมสินแต่งตั้งให้มีคณะกรรมการ 1 ชุด ดำเนินงานกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุนคนในชุมชน ทั้งด้านการเลี้ยงชีพ สิ่งแวดล้อม ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542 เปิดรับไปแล้ว 324 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 74.79ล้านบาท และจะเปิดรับโครงการอีกจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่มักเป็นโครงการเพื่อสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิต เครื่องมือ
    เครื่องจักร และเงินทุนหมุนเวียน ในรูปแบบต่างๆ ให้กับสมาชิกของกลุ่ม ส่วนกองทุนพัฒนาเมืองในภูมิภาคหรือเรียกสั้นๆ ว่ากองทุนเมือง (Regional Urban Development Fund หรือ RUDF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การบริหารจัดการของธนาคารออมสิน มีเงินทุน หมุนเวียนจากการจัดสรรเงินของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเงินกู้ของธนาคารโลกจำนวน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวไม่เกิน 15 ปี สำหรับให้ เทศบาลได้กู้ยืมในวงเงินโครงการละไม่เกิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการให้กว้างขวางรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาลหรือรอให้เก็บภาษีได้มากพอจึงจะลงทุนได้
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ทำให้มีรายได้มาช่วยเหลือกิจกรรมในสังคม ให้สังคมสามารถขยายผลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เป็นการแก้ปัญหาและพัฒนาโอกาสทางสังคม-สิ่งแวดล้อม ได้กว้างยิ่งขึ้น
    4. แหล่งที่มา http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm

     
  30. น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:15 PM

    น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30
    1. ชื่อนโยบาย นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
    2. รายละเอียดของนโยบาย
    นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลทักษิณ เป็นแหล่งเงินทุนให้กับหมู่บ้านและชุมชนเมืองเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ และด้านสวัสดิการสังคม โดยรัฐบาลจะให้เงินสนับสนุน กองทุนๆ ละ 1 ล้านบาท โดยมีชาวบ้านเป็น ผู้บริหารและควบคุมดูแลในการจัดการเงินกองทุนเอง การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหาร กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
    คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงาน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านจากทางฝ่ายราชการ ส่วนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองจะต้องจัดตั้งกองทุนและจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน 15 คน ซึ่งคณะกรรมการอาจจะประกอบด้วยตัวแทนกลุ่ม องค์กรประชาชนและประชาชนในหมู่บ้าน หรือชุมชน พร้อมทั้งจัดทำระเบียบข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกองทุนหมู่บ้าน รับสมัครสมาชิก ระดมทุน จัดทำระบบบัญชี จัดทำระบบตรวจสอบ มอบหมายภารกิจและความรับผิดชอบ แล้วจึงขอขึ้นทะเบียนกองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองกับธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเปิดบัญชีกับธนาคารสำหรับขอรับเงินกองทุน 1 ล้านบาท จากคณะกรรมการ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ แต่ก่อนที่จะได้รับเงินสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านจะต้องถูกประเมินความพร้อมจาก คณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับอำเภอ ซึ่งมีประเด็นต่างๆ ได้แก่
    – การคัดเลือกคณะกรรมการกองทุน
    – คุณสมบัติของคณะกรรมการกองทุน
    – ความรู้ ประสบการณ์และความมั่นใจในการบริหารกองทุนของคณะกรรมการกองทุน
    – ระเบียบข้อบังคับในการดำเนินการกองทุน
    – การมีส่วนร่วมของชาวบ้านหรือสมาชิกในการจัดการกองทุน
    – การปฏิบัติของสมาชิกตามระเบียบและข้อบังคับของกองทุน
    – การเปิดบัญชีเงินฝากของกองทุน
    การประเมินความพร้อมของกองทุนหมู่บ้านจะแบ่งกองทุนหมู่บ้านออกเป็น 3 ประเภท คือ กลุ่มที่มีความพร้อม กลุ่มที่ต้องปรับปรุงและกลุ่มที่ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด กลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้วเป็นกลุ่มที่ผ่านการประเมินในประเด็นทั้งหมดข้างต้นและพร้อมที่จะดำเนินกิจกรรมให้กู้แก่สมาชิกได้ทันที ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือเป็นกลุ่มที่ยังมีข้อบกพร่อง ซึ่งจะต้องทำการแก้ไขปรับปรุงเพื่อเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมต่อไป การดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในขณะนี้ได้ผ่านขั้นตอนระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2544 เงินกองทุนหมู่บ้านจะเริ่มลงหมู่บ้านครั้งแรกในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2544นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่อเนื่องจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองคือ “โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์”เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้า เครือข่ายและอินเตอร์เน็ต
    ผลการดำเนินงานนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในปัจจุบัน (26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) สรุปได้ดังนี้
    1. การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้ไปขอขึ้นทะเบียนเพื่อจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองแล้ว จำนวน 74,215กองทุน คิดเป็นร้อยละ 98.23 ของหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมาย 75,547 กองทุน
    2. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้รับการอนุมัติและจัดสรรโอนเงินแล้ว 73,941 กองทุน คิดเป็น ร้อยละ 97.87 ของหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมาย (75,547) กองทุน โดยแยกเป็นกองทุนหมู่บ้าน 71,247 กองทุน และกองทุนชุมชนเมือง 2,694 กองทุน
    3. การเบิกจ่ายเงินกองทุน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิก เพื่อนำไปพัฒนา อาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ลดรายจ่าย และบรรเทาเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนแล้ว จำนวน 5,931,564 ราย รวมเป็นเงิน 78,613.24 ล้านบาท
    วัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงินกองทุน จำแนกได้ดังนี้
    (1) การเกษตรร้อยละ 71.91
    (2) ค้าขายร้อยละ 16.33
    (3) อุตสาหกรรมร้อยละ 4.08
    (4) การบริการร้อยละ 3.99
    (5) บรรเทาเหตุฉุกเฉินร้อยละ 1.96
    (6) กิจกรรมกลุ่มร้อยละ 1.50
    (7) อื่น ๆ ร้อยละ 0.23

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง จากการติดตามประเมินผลการส่งคืนเงินของผู้กู้ โดยกรมการพัฒนาชุมชนพบว่าสมาชิกที่ครบกำหนดชำระคืนเงินงวด สามารถนำเงินงวดมาส่งชำระกับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านครบตามกำหนดทุกครั้งร้อยละ 89.1 โดยร้อยละ 70.7 ชำระคืนครั้งเดียวหมด และอีกร้อยละ 29.3 ชำระคืนเป็นงวดๆ ทั้งนี้ ร้อยละ 10 ของผู้กู้ส่งคืนตรงตามกำหนดเวลาเป็นครั้งคราวมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่ไม่สามารถ ส่งคืนเงินได้ตามกำหนดเวลา
    สำหรับแหล่งเงินที่นำมาชำระคืนส่วนใหญ่ร้อยละ 63 ได้จากอาชีพที่กู้ ที่เหลือจะนำมาจากเงินสะสมในครอบครัวร้อยละ 19.1 เงินจากรายได้อื่นของครอบครัวร้อยละ 10.1 และกู้จากแหล่งอื่นมาชำระคืนอีกร้อยละ 7
    ดังนั้นจากรายละเอียดของนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองและผลการติดตามประเมินผลการส่งคืนเงินของผู้กู้ โดยกรมการพัฒนาชุมชนพบว่าประชาชนหรือผู้กู้มีความสามารถในการนำเงินงวดมาส่งชำระกับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านครบตามกำหนดได้ จึงทำให้นโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จบรรลุผลได้ตามเป้าหมาที่กำหนดไว้
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm#poli12

     
  31. นาย เอกชัย อินทร์อุดม 5314443045 (ลงเพิ่ม) รปศ.ปี4 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:28 PM

    1 . ชื่อนโยบาย ประกันราคาปาล์มน้ำมัน

    2. รายละเอียด การแทรกแซงตลาดน้ำมันปาล์มดิบ ปี 2551 และ 2552 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ และให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดเพื่อให้โรงงานสกัด สามารถรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรในราคาแทรกแซง กิโลกรัมละ 3.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งได้มีการรับซื้อผลปาล์มไปแล้วจำนวน 16.46 ตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 2.80 ตัน ทำให้ราคาผลปาล์ม (ร้อยละ 17) มีราคาสูงกว่าราคาก่อนแทรกแซงจาก 3.14 บาท/กิโลกรัม เป็น 4.60 บาท/กิโลกรัม

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ราคาน้ำมันปาล์มมีราคาที่ดีขึ้นจากราคา
    1.20-1.30 บาท/กก.เพิ่มขึ้นเป็น1.80-2.05บาท/กก.ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    4. แหล่งที่นักศึกษาได้ข้อมูลมาเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/works/agriculture-price

     
  32. น.ส. นิลวรรณ เต็มปรีชา รหัส 5117441019 รปศ.ปี4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:31 PM

    1.ชื่อนโยบาย ภาครัฐกับการอยู่รอดของ SMEs ปี 2552
    2.รายละเอียดของ รัฐบาล ได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 โดยปรับปรุงวงเงินเป็น 116,700 ล้านบาท มีโครงการดำเนินการทั้งสิ้น 16 โครงการ ในจำนวนนี้ โครงการที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่
    – โครงการ ส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงิน 500 ล้านบาท (อุตสาหกรรมอาหารและเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมน่าจะได้รับประโยชน์)
    – โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว วงเงิน 1,000 ล้านบาท (ธุรกิจโรงแรมและที่พักในจังหวัดท่องเที่ยวน่าจะได้ประโยชน์)
    – โครงการ จัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร วงเงิน 2,000 ล้านบาท (ภาคเกษตรกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
    – โครงการ ก่อสร้างทางในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน วงเงิน 1,500 ล้านบาท(ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
    – โครงการ แหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ วงเงิน 760 ล้านบาท (ภาคเกษตรกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
    – โครงการ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน วงเงิน 1,808.8 ล้านบาท (ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
    – โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย วงเงิน 1,095.8 ล้านบาท (ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
    [ประเมินมูลค่างานโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและงานก่อสร้างในท้องถิ่นรวมทั้งสิ้นประมาณ 7,164.6 ล้านบาท]
    สำหรับ โครงการอื่นๆ นั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสาขาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากโครงการลดรายได้ เพิ่มรายจ่าย ผ่านมาตรการลดภาระค่าครองชีพและให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนผู้มี รายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้บริโภคที่ได้รับความช่วยเหลือมีเงินกลับเข้ามาใช้จ่าย เพื่อการอุปโภคบริโภคได้เพิ่มขึ้น ส่วนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (โครงการเอสเอ็มแอลเดิม) น่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเวียนไปสู่ผู้ผลิตสินค้าวัตถุดิบที่จำเป็นในการนำมา ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งประเมินวงเงินความช่วยเหลือทั้งหมดรวมทั้งสิ้นประมาณ 87,000 ล้านบาท

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ภาย ใต้สถานการณ์ปัญหาที่รุมเร้ารอบด้านนี้ ฉันคอดว่ารัฐบาลอาจจะมีมาตรการออกมาหลายโครงการด้วยกัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจที่ประสบปัญหา รวมทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่าย เพิ่มขึ้น ..
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.thaismeplus.com/article

     
  33. น.ส. เพชรา สารักษ์ รหัส 5117441031 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:33 PM

    1. ชื่อนโยบาย
    -โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์และผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดจันทบุรี กิจกรรมชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติกและเด็กพิเศษทุกประเภทจังหวัดจันทบุรี

    2.รายละเอียดของนโยบาย
    -โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์และผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดจันทบุรี กิจกรรมชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติกและเด็กพิเศษทุกประเภทจังหวัดจันทบุรี “กิจกรรมอาชาบำบัด” ณ อิสรีย์ฟาร์มม้าไทย ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พร้อมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    -เด็กออทิสติกและเด็กพิเศษทุกประเภทได้ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านต่าง ๆ และกระตุ้นพัฒนาการในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบประสาทสัมผัส,การทรงตัว,กล้ามเนื้อ,ฝึกสมาธิ และการใช้ความรู้ในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กพิเศษให้เกิดพลังอันนำไปสู่การพึ่งพาตนเองด้วยปัญญาและความเข้าใจ

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    -http://www.chan-pao.go.th/?name=activity&file=readact&id=111

     
  34. น.ส.จันทร ตรึกหากิจ 5117441006 รปศ.ปี4ม.1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:36 PM

    1.ชื่อนโยบาย งดเหล้าตามมติมหาเถรสมาคม
    2.รายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลกำหนดให้วันสำคัญทางศาสนา 4 วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา เป็นวันห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกันนั้น กรรมการมหาเถรสมาคม ก็ได้มีมติที่ 267/2552 เรื่อง สนับสนุนให้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวันห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลโดยกำหนดให้วัด/ศาสนาสถานเป็นเขตห้ามดื่มและซื้อขาย(มาตรา 27,31) และมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน(มาตรา 40,42)
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง คือประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญในการรักษาศีลในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาและงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเขตวัดและสถานที่สาธารณะทุกแห่ง

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.livetogether.org/content

     
  35. นางสาวศิรินาฏ ศิลสังวรณ์ รหัส 5117441040 รปศ. ปี4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:38 PM

    1.ชื่อนโยบาย ธกส.หนุนโยบายพักชำระหนี้เกษตรกร
    2.รายละเอียดของนโยบาย นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel ว่า หลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายแล้ว พบว่า มีนโยบายเร่งด่วนหลายข้อที่เกี่ยวข้องกับ ธกส. ทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยเฉพาะนโยบายพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจน ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรใหม่ ซึ่งในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ก็ได้มีการนำนโยบายนี้มาใช้แล้ว แต่เนื่องจากในขณะนั้น ธกส. ยังไม่มีประสบการณ์ จึงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่การปรับโครงการหนี้จะส่งผลเป็นรูปธรรม ส่วนในครั้งนี้ ธกส. จะช่วยเฉพาะเกษตรกรที่มีความจำเป็นเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลก็ควรที่จะเข้ามาดูแลแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาล เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย เพราะถ้ามีการปรับโครงสร้างหนี้ แต่เกษตรกรไม่มีรายได้ นโยบายนี้ก็จะไม่เกิดประโยชน์
    ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีปัญหาในการชำระหนี้ ธกส. ก็จะเสนอให้รัฐบาลใช้นโยบายอื่น ๆ มาดูแล เช่น ให้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษแก่เกษตรกรที่นำเงินมาฝากกับ ธกส. รวมถึงทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ เพื่อเป็นกำลังใจให้เกษตรกรเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
    นายธีรพงษ์เผยว่า ขณะนี้เป็นห่วงเกษตรกรที่ปลูกหอมหัวใหญ่มากที่สุด เนื่องจากราคาหอมหัวใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาได้พุ่งขึ้นไปที่กิโลกกรัมละ 13 บาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ขณะที่ต้นทุนการปลูกอยู่ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยประกันราคา เพื่อบริหารความเสี่ยง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ส่วน ธกส. ก็มีการให้ประกันภัยธรรมชาติเฉพาะข้าวโพดเท่านั้น และในอนาคตก็มีแนวคิดที่จะทำประกันภัยน้ำท่วมด้วย
    ปัจจุบัน ธกส. มีลูกหนี้ทั้งหมด 5 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) น้อยกว่า 5% ของสินเชื่อทั้งหมด ส่วนลูกหนี้ ธกส.ที่มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้มีกว่า 3 แสนราย หรือคิดเป็น 5% ของลูกหนี้ทั้งหมด โดย ธกส. จะให้เวลาการพักชำระหนี้ 3 ปี แต่ถ้ามีเหตุจำเป็น ธกส. ก็สามารถขยายเวลาการชำระหนี้ได้ โดยรัฐบาลจะต้องชดเชยดอกเบี้ยในโครงการนี้ปีละ 3 – 4 พันล้านบาท นายธีรพงษ์เผยว่า ปี 2551 ธกส.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ที่ 2.9 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อหมุนเวียนประจำปี 2.2 แสนล้านบาท และสินเชื่อกึ่งใหม่กึ่งหมุนเวียน 5 – 7 หมื่นล้านบาท พร้อมกับเตรียมปรับโครงสร้างการปลูกพืชมาเป็นพืชน้ำมันและพืชอินทรีย์ เพื่อลดการแข่งขันกับจีนและเวียดนาม
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ประเทศไทยประสบปัญหาหลายด้าน เช่น น้ำท่วม ทำให้แกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประสบปัญหาทางภัยธรรมชาติเหล่านี้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย แต่หลังจากมีนโยบายพักชำระหนี้เกษตรกรก็ทำให้เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยะรรมชาติได้มีเวลาพอที่จะหาเงินมาใช้หนี้
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.moneychannel.co.th/Menu6/ClipCornerHardTopics/tabid/109/newsid569/46941/Default.aspx

     
  36. น.ส. เพชรา สารักษ์ รหัส 5117441031 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:38 PM

    1. ชื่อนโยบาย
    -โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์และผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดจันทบุรี

    2.รายละเอียดของนโยบาย
    -โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์และผู้ด้อยโอกาสในชุมชนจังหวัดจันทบุรี กิจกรรมชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติกและเด็กพิเศษทุกประเภทจังหวัดจันทบุรี “กิจกรรมอาชาบำบัด” ณ อิสรีย์ฟาร์มม้าไทย ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พร้อมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    -เด็กออทิสติกและเด็กพิเศษทุกประเภทได้ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านต่าง ๆ และกระตุ้นพัฒนาการในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบประสาทสัมผัส,การทรงตัว,กล้ามเนื้อ,ฝึกสมาธิ และการใช้ความรู้ในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กพิเศษให้เกิดพลังอันนำไปสู่การพึ่งพาตนเองด้วยปัญญาและความเข้าใจ

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    -http://www.chan-pao.go.th/?name=activity&file=readact&id=111

     
  37. น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:40 PM

    น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30
    1. ชื่อนโยบาย นโยบายประกันราคาข้าวปี 2553/2554
    2. รายละเอียดของนโยบาย
    จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดปลายทางที่แม่น้ำชีไหลลงสู่แม่น้ำมูล ที่อำเภอเมืองและไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม รอยต่อเรียกว่า “โขงสีปูนมูลสีคราม” ที่เป็นคำขวัญของจังหวัดอุบลฯ การเป็นศูนย์รวมของโขง-ชี-มูล และแม่น้ำสาขาอีกหลายสาย เช่น ลำเซบก ลำเซบาย ลำโดมน้อย ลำโดมใหญ่ ไหลมารวมที่แม่น้ำมูล และไหลออกสู่แม่น้ำโขง ในแต่ละปีปริมาณน้ำทิ้งไปมหาศาล จะมีเขื่อนกักเก็บน้ำหลายแห่ง เช่น เขื่อนปากมูล,เขื่อนสิรินธร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า มีประตูน้ำที่กั้นลำโดมใหญ่ เพื่อชะลอน้ำ แต่ขาดคลองส่งน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะมีแต่เขื่อนสิรินธรที่มีคลองส่งน้ำสองฝั่งถนนสถิตย์วิมานกาล ฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ที่เกษตรกรสามารถปลูกพืชฤดูแล้งและปลูกข้าวนาปรังได้ การเก็บกักน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้น้อยมาก โดยปกติจะอาศัยน้ำฝน บ่อน้ำตื้น บ่อบาดาล และแหล่งน้ำธรรมชาติอื่นๆ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการเพาะปลูกข้าว,มันสำปะหลัง พืชไร่ และพืชสวนอื่นๆ
    พื้นที่ปลูกข้าวในจังหวัดอุบลฯ ปีการผลิต 2553/54 ได้แก่
    – ข้าวเจ้าหอมมะลิ และ กข 15 รวม 3,026,280 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 410 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 1,240,774 ตันข้าวเปลือก
    – ข้าวเหนียว กข 6 และอื่นๆ รวม 1,119,330 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 400 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 447,732 ตันข้าวเปลือก
    : ที่มา สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี
    ภาครัฐโดยคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กขช) โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเห็นชอบในหลักการได้ประกันรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีทุกประเภท ประจำปีการผลิต 2553/54 และได้แยกประเภทของข้าวให้ชัดเจนทั้งข้าวเปลือกข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว รวมถึงข้าวนาปรังด้วย โดยมอบหมายให้กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้คำนวณราคาประกันให้ชัดเจน และจัดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ ดังนี้
    – เป็นเกษตรกรไทย ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวเปลือก ปี 2553/54 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล ที่เกษตรกรมีภูมิลำเนาอยู่ หรือพื้นที่ที่ทำการผลิต โดยนำหลักฐานได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน ไปขอขึ้นทะเบียน เพื่อให้กรมส่งเสริมการเกษตรออกใบรับรองผลการขึ้นทะเบียนผู้ปลูก
    – การประชาคมคณะกรรมการตรวจสอบระดับตำบล จะทำการดำเนินการประชาคม เพื่อตรวจสอบพื้นที่ทำการผลิต และยืนยันผลผลิตของเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ
    – นำใบรับรองผลการขึ้นทะเบียน ผู้ปลูกที่กรมส่งเสริมการเกษตรออกให้ พร้อมบัตรประจำตัวประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สมุดบัญชีเงินกู้ (กรณีเป็นลูกค้า ธ.ก.ส.) และสมุดเงินฝาก ธ.ก.ส. มาแสดงเพื่อทำสัญญาประกันรายได้ที่ ธ.ก.ส.
    – การประกาศราคาอ้างอิง คณะอนุกรรมการกำหนดราคาอ้างอิง จะประกาศราคาอ้างอิงให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการทราบ
    – การรับเงินชดเชยจากการประกันรายได้ถ้าราคาอ้างอิงต่ำกว่าราคาประกันรายได้ที่กำหนด ณ วันที่ใช้สิทธิที่ระบุไว้ตามสัญญาประกันรายได้เกษตรกร ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างราคา โดย ธ.ก.ส. จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้กับ ธ.ก.ส.
    – การขายผลผลิตเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการไม่ต้องส่งมอบผลผลิตให้โครงการสามารถนำผลผลิตของตนไปขายได้ตามกลไกตลาด
    การกำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกร
    ชนิดข้าว ราคาประกันรายได้ จำนวนผลผลิตที่รับประกัน
    1. ข้าวเปลือกหอมมะลิ และ กข 15 ตันละ 15,300 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน
    2. ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ตันละ 14,300 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน
    3. ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
    4. ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
    5. ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 9,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

    เกณฑ์ราคาอ้างอิง และอัตราชดเชยข้าวเปลือก
    1. เกณฑ์กลางอ้างอิงข้าวเปลือกรอบที่ 1 ปีการผลิต 2553/54 และรอบที่ 2 ปีการผลิต 2552/53 ประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 เพื่อใช้ในการจ่ายเงินชดเชย ระหว่างวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2553
    1.ข้าวเปลือก(รอบที่ 1 ปีการผลิต 2553/54)
    – ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 13,627 บาท อัตราชดเชยตันละ 1,673 บาท
    – ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ตันละ 13,195 บาท อัตราชดเชยตันละ 1,105
    – ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 8,732 บาท อัตราชดเชยตันละ 1,268 บาท
    – ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 11,763 ไม่ต้องชดเชย
    – ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 16,239 บาท ไม่ต้องชดเชย
    2. กรณีที่ราคาข้าวเปลือกต่ำกว่าราคาประกัน รัฐบาลได้จัดให้ อคส. (องค์กรคลังสินค้า) กระทรวงพาณิชย์ และอตก. (องค์การตลาดเพื่อการเกษตร) กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ตั้งโต๊ะรับซื้อในโรงสีที่เข้าร่วมโครงการโดยรับซื้อในราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง
    การประกันรายได้เกษตรกรในกรณีผลิตพืชเศรษฐกิจแบบมีหลักประกัน เป็นสิ่งจำเป็นในภาวะเสี่ยงกับภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม ปัจจัยการผลิตราคาสูงขึ้น และราคาผลผลิตตกต่ำไม่คุ้มต่อการลงทุน ซึ่งสินค้าเกษตรมีความยืดหยุ่นสูงหาสินค้าอื่นทดแทนได้ ต่างจากภาคการเงินอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวมาก ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ามาขายแรงงานในเมือง
    ฝ่ายเกษตรกรรมหอการค้าจังหวัดอุบลฯ ยังคงสนับสนุนการเกษตร 3 ประเด็นหลักคือ เกษตรพอเพียง เกษตรครบวงจรเกษตรนอกฤดู และการเก็บรักษา การแปรรูป การถนอมอาหาร การบรรจุหีบห่อ หรือการบรรจุภัณฑ์ จากผลผลิตทางการเกษตรเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรไทย
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ตามรายละเอียดของนโยบายดังกล่าวทำให้เกษตรกรมีหลักประกันในการผลิตพืชเศรษฐกิจที่ดี เพื่อไม่ต้องไปกังวลกับภาวะเสี่ยงกับภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม ปัจจัยการผลิตราคาสูงขึ้น และราคาผลผลิตตกต่ำไม่คุ้มต่อการลงทุน ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจต่อไปในการผลิตพืชเศรษฐกิจ
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ubonchamber.org/index.php?option=com_content&view=article&id=564:-25532554&catid=53:-qq&Itemid=44

     
  38. นางสาว วราทิพย์ เอี่ยมสุข รหัส 5117441035 ปี4หม่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 12:52 PM

    1. ชื่อนโยบาย แก้ไขปัญหายาเสพติด

    2.รายละเอียดของนโยบาย
    เพื่อสร้างกระแส “การเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด”ในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ขยายบริการ และกิจกรรมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต ให้ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นและเยาวชน สร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชน วัยรุ่น ในการดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ สนับสนุน และเพิ่มโอกาส ให้ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ในการกลับตัวเป็นคนดีของสังคม พัฒนา เครือข่ายหน่วยงาน / องค์กรภาครัฐ และเอกชน และเครือข่ายสมาชิก TO BE NUMBER ONE เป้าหมาย 75 จังหวัดภูมิภาค และ 50 เขตกรุงเทพมหานคร ความก้าวหน้า ผู้มีอายุ 10 – 24 ปี เป็นสมาชิก ร้อยละ 88.20 มีอำเภอที่มีศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่นที่มีการดำเนินการตามเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 99.32 วัยรุ่นและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้และทักษะในการป้องกันการติดสารเสพติด ร้อยละ 97.5 มีแกนนำเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้และทักษะในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต ร้อยละ 75.8 รณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ จำนวน 2 ช่อง (ช่อง 11,ช่อง 5) และสื่อวิทยุ FM 101 องค์ประธานโครงการเสด็จเปิดศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น (TO BE NUMBER ONE FRIEND CORNER) ในจังหวัดภูมิภาคและกรุงเทพฯ 15 จังหวัด มีการจัดแข่งขัน TO BE NUMBER ONE TEEN AEROBICS & DANCERCISE THAILAND CHAMPIONSHIP ระดับภาค และระดับประเทศ จำนวน 3 รุ่น จำนวน 75 ทีม มีการจัดงานมหกรรมรวมพล TO BE NUMBER ONE 1 ครั้ง นิตยสาร TO BE NUMBER ONE ราย 3 เดือน 4 ฉบับๆ ละ 50,000 เล่ม ผลิตสื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก่พื้นที่ (บัตร / คู่มือสมาชิก จำนวน 60,000 ใบ , เข็มสัญลักษณ์ จำนวน 105,300 อัน) จัดทำคู่มือการดำเนินงานและการประกวดกิจกรรมโครงการ TO BE NUMBER ONE จัดอบรมค่ายกิจกรรมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้แก่เยาวชนในชุมชน จำนวน 24 จังหวัด ภูมิภาคและ 18 เขตกรุงเทพมหานคร ผลิตคู่มือการจัดค่าย TO BE NUMBER ONE จำนวน 18,520 เล่ม จัดค่ายพัฒนาสมาชิก TO BE NUMBER ONE สู่ความเป็นหนึ่ง (TO BE NUMBER ONE CAMP) แก่เยาวชนในสถานศึกษา และชุมชนกรุงเทพมหานครและภูมิภาคจำนวน 400 คน ดำเนินกิจกรรมในศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่นในห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานคร 5 แห่ง และผลิตคู่มือการดำเนินงานศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น จำนวน 32,320 เล่ม

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติ
    จากเด็กที่เข้าร่วมทำตามนโยบาย
    ๑. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด และระมัดระวังในการใช้ยา
    ๒. รู้จักเลือกคบเพื่อนที่ดี ส่งเสริมให้คิดและกระทำสิ่งดีมีประโยชน์ กล้าพูดปฏิเสธเพื่อน
    ที่ชักจูงไป ในทางที่ไม่ดี เช่น การพูดปฏิเสธเพื่อนที่ชวนให้ลองเสพยาเสพติด
    ๓. ใช้เวลาว่าง และความอยากรู้ อยากลอง ไปในทางที่เป็นประโยชน์พึงระลึกเสมอว่า
    ตนเองนั้น มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม
    ๔. มีความภาคภูมิใจและนับถือตนเอง ด้วยการไม่พึงพาหรือเกี่ยวข้องอบายุมขและสิ่ง
    เสพติดใดๆ ซึ่งจะนำความเสื่อม ไปสู่ชีวิตของตนเอง
    ๕.รู้จักแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเองด้วยเหตุและผล
    ๖. รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง ด้วยการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เชื่อฟังคำสั่งสอนของ
    พ่อแม่และประพฤติแต่ในสิ่งที่ดีงาม จะช่วยให้เยาวชนประสบกับความสำเร็จในชีวิต
    ๗. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เข้าใจวิธีการดำเนินชีวิตและยอมรับความเป็นจริง ที่ตนเอง
    เป็นอยู่ โดยนำหลักศาสนามาเป็น แนวทางในการดำเนินชีวิต จะช่วยให้เยาวชนเกิดความมั่น คงทาง ด้านจิตใจ มากขึ้น
    ๘. เมื่อมีปัญหา รู้จักปรึกษาผู้ใหญ่ พ่อ แม่ หรือผู้ที่ไว้วางใจ หรือ หน่วยงานต่างๆ ที่รับ
    ให้คำปรึกษา ในฐานะที่เยาวชนเป็น สมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว จึงควรมีส่วนช่วย
    พ่อแม่ ผู้ปกครอง
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    http://ict4.moph.go.th

     
  39. ชาญวิทย์ ธีระพร

    มิถุนายน 22, 2011 at 1:42 PM

    นาย ชาญวิทย์ ธีระพร ร.ป.ศ. ปี 4/1 เลขที่ 10
    1. ชื่อนโยบาย โครงการเงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา นโยบายพรรคไทยรักไทย 2544-2549
    2 รายละเอียดของนโยบาย เพื่อให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษา ซึ่งมาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย สำหรับศึกษาต่อตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับปริญญาตรีในประเทศ (ทั้งสายสามัญและสายอาชีวะ) รวมทั้งการศึกษานอกระบบต่อเนื่อง จากระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรและประเภทที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยนักเรียน นักศึกษาจะต้องชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราต่ำเมื่อจบการศึกษาแล้ว
    3 ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น แก่ผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยซึ่งด้อยโอกาสทางการศึกษา อันจะมีส่วนสำคัญในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน และเป็นการ-สนองตอบต่อนโยบายการกระจายรายได้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการศึกษาทางด้านอุปสงค์ โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของประชาชน
    4 แหล่งที่มาที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.moe.go.th/main2/project/proj02.htm

     
  40. น.ส.จันทร ตรึกหากิจ 5117441006รปศ.ปี4ม.1

    มิถุนายน 22, 2011 at 1:58 PM

    1.ชื่อนโยบาย งดเหล้าตามมติมหาเถรสมาคม
    2.รายละเอียดของนโยบาย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) ภายใต้มูลนิธิวิถีสุข โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีด้านศาสนาและคณะสงฆ์ ได้กำหนดจัดประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นด้านการประสานนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมติมหาเถรสมาคม ในวันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2553 นี้ เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องประชุมพันธุมดิษยมณฑล ชั้น 2 อาคารเคยู โฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพในการจัดประชุมครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยพระสงฆ์ที่เป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค ซึ่งรับผิดชอบการบริหารและปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ทั้งมหานิกายและธรรยุติกนิกาย จำนวน 25 รูป ผู้แทนหน่วยงานด้านศาสนา สังคมและวัฒนธรรม พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจำนวน 15 คน
    นายประญัติ เกรัมย์ ผู้ประสานงานส่วนกลาง ซึ่งรับผิดชอบในการจัดประชุมครั้งนี้กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรงดเหล้ามีภารกิจสำคัญในการรณรงค์ให้มีการลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญ งานเทศกาล งานประเพณีและชุมชน โดยผ่านโครงการหลักที่มีพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน เช่น วัดเขตปลอดเหล้า งดเหล้าเข้าพรรษา ทอดกฐินปลอดเหล้า งานบวชปลอดเหล้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 ในปี 2551 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ทำให้มีบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับวัด/ศาสนสถาน โดยกำหนดให้วัด/ศาสนสถานเป็นเขตห้ามดื่มและซื้อขาย(มาตรา 27,31) และมีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน(มาตรา 40,42) ต่อมาในการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 10/2551 มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 222/2551 เรื่อง ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ชี้แจงให้วัดทุกแห่งปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้วัดเป็นเขตห้ามซื้อห้ามดื่ม หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ในปีเดียวกันนั้นเอง คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันเข้าพรรษาเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ทำให้วันเข้าพรรษาประจำปี 2552 เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาตินั้น และเป็นเรื่องที่ดีที่นายกรัฐมนตรี ในนามรัฐบาลได้ให้คำขวัญวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ว่า “เลิกเหล้าเข้าพรรษา พาครอบครัวเป็นสุข” เพื่อให้ประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญในการรักษาศีลในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาล่าสุด รัฐบาลกำหนดให้วันสำคัญทางศาสนา 4 วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา เป็นวันห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกันนั้น กรรมการมหาเถรสมาคม ก็ได้มีมติที่ 267/2552 เรื่อง สนับสนุนให้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวันห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เครือข่ายองค์กรงดเหล้าเห็นว่า เป็นโอกาสดีที่จะได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคราชการ ภาคีเครือข่ายและพระเลขานุการเจ้าคณะภาค ได้มาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นด้านการประสานนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามมติของมหาเถรสมาคม โดยมีเป้าหมายว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครั้งนี้ จะได้มีนโยบายใหม่ๆจากเจ้าคณะภาค เพื่อให้เกิดรูปธรรมของการทำงานในพื้นที่อันจะนำไปสู่การเคลื่อนงานอย่างเป็นองค์รวมต่อไป”
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ คือประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญในการรักษาศีลในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาและงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเขตวัดและสถานที่สาธารณะทุกแห่ง
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.livetogether.org/content/

     
  41. น.ส. เพชรา สารักษ์ 5117441031 รปศ.ปี4 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 2:16 PM

    1. ชื่อนโยบาย
    นโยบายการรักษาความมั่นคงของรัฐ

    2.รายละเอียดของนโยบาย
    สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้การรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาวิกฤติการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สามารถแพร่กระจายความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว จนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบสุข ของประชาชนโดยรวมรัฐบาลจึงมีนโยบาย

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    เพื่อการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ของกองทัพให้เพียงพอและทันเวลาในยามไม่ปกติ ทั้งนี้ ในยามปกติรัฐบาลจะเสริมสร้างและใช้ศักยภาพ ของกองทัพสนับสนุนการพัฒนาพลังอำนาจของชาติทุกด้าน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง และมั่งคั่งภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสมานฉันท์ สามารถป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติ ได้แก่ ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปัญหาภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผู้ประสบภัยพิบัติ การก่อการร้าย รวมทั้งอาชญากรรมภายในประเทศ และที่มีลักษณะข้ามชาติประเภทต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงยาเสพติด ผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้าสิ่งของผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการกระทำอันเป็นโจรสลัด

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา.
    http://www.thaigov.go.th/multimedia/admin/policy/surayud3-11_05.html

     
  42. น.ส. ศิรินาฏ ศิลสังวรณ์ 5117441040รปศ.ปี4ม.1

    มิถุนายน 22, 2011 at 2:30 PM

    1.ชื่อนโยบาย เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน
    2.รายละเอียดของนโยบาย นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า มีเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติของประเทศไทย เมื่อหน่วยงานด้านองค์กรให้ความช่วยเหลือนานาชาติจากสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development : USAID) ยกย่อง 2 โครงการของไทยด้านพลังงาน ได้แก่

    1.โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทน โดยสถาบันการเงิน
    2.โครงการสินเชื่อพลังงาน ว่าเป็นโครงการที่มีนวัตกรรมดีเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงาน (Innovative Approaches to Financing Energy Efficiency In ASIA)
    ซึ่งในภูมิภาคเอเชียมี 2 ประเทศ ที่ได้รับการยกย่องครั้งนี้ ประกอบด้วย ประเทศไทย และประเทศอินเดีย พร้อมกับให้ความเห็นว่าโครงการของไทยช่วยจุดประกายให้เกิดการตื่นตัวด้านการประหยัดพลังงานให้กับภาคเอกชนและภาคธุรกิจ รวมถึงผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน รวมทั้งส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจธนาคารหันมาปล่อยสินเชื่อด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น
    ทั้งนี้ โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานฯ ซึ่งได้รับการยกย่องจาก USAID เดินหน้าโครงการมาแล้ว 3 ระยะ และอยู่ระหว่างดำเนินโครงการระยะที่ 4 ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 5,596 ล้านบาท และกลุ่มธนาคารที่ร่วมปล่อยสินเชื่อ อีกจำนวน 5,393 ล้านบาท ในส่วนของผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 243 โครงการ แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการโรงงาน 198 แห่ง กลุ่มอาคาร 35 แห่ง และกลุ่มบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) 10 แห่ง พบว่าโครงการที่น่าสนใจ ได้แก่ โครงการจากโรงพยาบาลรามคำแหง นำเงินใช้ปรับเปลี่ยนระบบเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วยเหลือ และการปรับระบบแสงสว่างของหลอดไฟ เป็นต้น
    นายไกรฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินโครงการไปแล้ว 3 ระยะ พบว่า สามารถช่วยประเทศลดการใช้พลังงานได้จำนวนมาก การประหยัดไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่า 2,076 ล้านบาทต่อปี การประหยัดน้ำมันคิดเป็นมูลค่า 1,990 ล้านบาทต่อปี รวมการประหยัดพลังงานได้ถึงปีละ 4,066 ล้านบาทต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2) ได้ 1.04 ล้านตันต่อปี
    นอกจากนี้ ปัจจุบันกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการระยะที่ 4 ในปี 2552-2555 วงเงิน 400 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถกู้เงินได้ในวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อโครงการ อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งมีระยะเวลาชำระคืนนานถึง 7 ปี ผู้สนใจติดต่อได้ที่ ศูนย์บริการพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (One stop service) พพ. โทร.0-2221-1853 รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดรายงาน USAID ได้ทางเว็บไซต์ของกระทรวงพลัง
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการที่นำนโยบายมาปฏิบัติ สามารถช่วยประเทศลดการใช้พลังงานได้จำนวนมาก
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.nn.nstda.or.th/wordpress/organic-energy/2009/08/26/usaid

     
  43. นางสาวนนทวรรณ สนธิ 5117441018 รปศ. ปี4 หมู่1

    มิถุนายน 22, 2011 at 2:35 PM

    1.ชื่อนโยบาย: 5มาตรการ 6เดีอน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน “รถไฟฟรีเพื่อประชาชน”
    2.รายละเอียดของนโยบาย : ด้วยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจการลงทุน และการบริโภคภายใน ประเทศชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน คณะรัฐมนตรีจึงได้พิจารณา ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อลดค่าใช้จ่ายแก่ผู้มีรายได้น้อย เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ตามมาตรการช่วยเหลือประชาชน “ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน ”
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : คือ โครงการ”รถไฟฟรีเพื่อประชาชน”เพื่อต้องการให้ประชาชนที่เดินทางโดยรถไฟเพื่อความสะดวกสบายในการประหยัดค่าใช้จ่าย คนยากจนก็สามารถขึ้นรถไฟได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้าใช้บริการเป็นอย่างดี มีจำนวนผู้โดยสารเข้าใช้บริการรถไฟฟรีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการที่มีประชาชนเข้าใช้บริการมากขึ้น
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.railway.co.th

     
  44. นายกันตวัฒน์ ลีสี รปศ. หมู่4 ปี4 5117444003

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:17 PM

    นายกันตวัฒน์ ลีสี รปศ. หมู่4 ปี4 5117444003

    1.ชื่อนโยบาย : นโยบายค่าไฟฟ้าฟรี
    2.รายละเอียดของนโยบาย : จากสภาวการณ์ที่ราคาพลังงานยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และอาจยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้านั้น ทำให้ภาครัฐมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายที่เกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใหม่
    นโยบายนี้แบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1. การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยจะมีการปรับแก้วิธีการคิดค่าไฟฟ้าฐานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นและโยกย้ายต้นทุนบางส่วนจากค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) เข้าสู่ค่าไฟฟ้าฐาน เพื่อให้ค่าเอฟที สะท้อนเฉพาะค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า
    และ 2.การกำหนดนโยบายให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนและขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 5 แอมป์ได้ใช้ไฟฟ้าฟรีตามนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล
    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กิจการขนาดกลาง กิจการเฉพาะอย่าง ผู้ซื้อไฟฟ้าตรงจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และหน่วยงานราชการ จะเป็นผู้รับภาระค่าชดเชย เบื้องต้นภาครัฐได้ประมาณการเงินชดเชยไว้ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี
    หรือเฉลี่ยประมาณ 11 สตางค์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ไป
    การปรับปรุงนโยบายทั้งสองนี้น่าที่จะถูกพิจารณาเพื่อนำไปบังคับใช้ภายในเดือนก.ค.54
    การปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงสถานการณ์พลังงานที่เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้นตามแนวโน้มที่สูงขึ้นของระดับราคาเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเตาหรือราคาก๊าซธรรมชาติ
    หากระดับราคาน้ำมันเตาและก๊าซธรรมชาติในไตรมาสที่สามของปีนี้ เพิ่มสูงกว่าที่กฟผ.ได้คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 23 บาทต่อลิตร และ 252 บาทต่อล้านบีทียูแล้ว อาจมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าถูกปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
    และถึงแม้ว่าปัจจุบันภาครัฐได้ตั้งสำรองปริมาณไฟฟ้าไว้กว่า 20% ของความต้องการไฟฟ้าไว้แล้ว แต่มีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคตหากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2010 มีความล่าช้าออกไป
    ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในเวลานี้ คงจะเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกช่วงเวลาในการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าแพงในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง หรือการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าในหน่วยงานเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้ประชาชนช่วนลดค่าต้นทุนค่าไฟฟ้า และยังสามารถลดภาระของประเทศในการที่จะต้องจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย ทำให้ประชาชนมีไฟฟ้าฟรีใช้ ช่วยให้ประชาชนนำเงินที่จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ ในด้านต่างๆให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.khaosod.co.th

     
  45. นางสาวหนึ่งฤทัย ขนรกุล 5117441048 รปศ. ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:21 PM

    1. ชื่่อนโยบาย โครงการบ้านเอื้ออาทร

    2. รายละเอียดของนโยบาย
    รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการคลัง ร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้การเคหะแห่งชาติจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงข้าราชการชั้นผู้น้อย และพนักงานหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ได้เช่าซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่สามารถรับภาระได้
    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการใช้บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากที่สุดของประเทศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการเริ่มต้นจากการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และไม่สร้างภาระที่มากเกินขีดความสามารถในการหารายได้ของประชาชน สร้างโอกาสมีบ้านเป็นของตนเองให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย จึงได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ด้วยการให้การสนับสนุนด้านสินเชื่ึ้อแก่ผู้ได้รับสิทธิเช่าซื้อบ้าน ในโครงการบ้านเอื้ออาทรจากการคัดสรรของการเคหะแห่งชาติ
    นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ได้รับสิทธิไปแล้วกว่า 39,540 ราย และจะยังคงให้การสนับสนุนต่อไปเพื่อช่วยเสริมสร้างรากฐานด้านที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้ประชาชน สร้างเสริมโครงสร้างทางสังคมให้เข็มแข็ง ตามพันธะกิจของธนาคารที่ได้ให้ไว้ต่อสังคม“ให้บริการทางการเงิน ด้านที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงนโยบายภาครัฐประโยชน์ของสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน”

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปสู่การปฎิบัติจริง
    เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อช่วยเสริมสร้างรากฐานด้านที่อยู่อาศัยให้มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ghb.co.th/th/content.

     
  46. นาย อินทิรา เจริญสุข รหัส 5117441053 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:23 PM

    1.ชื่อนโยบาย
    การเสริมสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    ๑. การเร่งรัดสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
    ๑.๑ การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและการเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ
    (๑) รัฐบาลถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ ชั่วคราว ๕๘ แห่งทันที โดยเร่งรัดให้องค์กรการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้
    – กลุ่มสถาบันการเงินที่สามารถเพิ่มทุนและดำเนินกิจการต่อไปได้ ให้พ้นจากการถูก ควบคุม และอนุญาตให้เปิดกิจการทันที
    – กลุ่มที่จำเป็นต้องควบหรือรวมกิจการ ให้จัดการให้เกิดการควบกิจการทันที
    – กลุ่มที่มีปัญหาและต้องปิดกิจการ ให้จัดการแบ่งแยกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี และเปิด โอกาสให้สถาบันการเงินภายในและ/หรือต่างประเทศรับไปบริหาร ส่วนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ จะได้รับการบริหารโดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.)
    (๒) สถาบันการเงินและธนาคารที่ยังดำเนินกิจการอยู่ รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการดำเนินการ ในทิศทางที่ก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ระบบสถาบันการเงินอย่างถาวรต่อไป
    (๓) เร่งดำเนินการให้มีการแปลงสินทรัพย์เป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้ เพื่อช่วยเสริมสภาพ คล่องของระบบการเงินอีกทางหนึ่ง
    (๔) สนับสนุนให้การลงทุนจากต่างประเทศปลอดพ้นจากอุปสรรคด้านกฏระเบียบที่ยังมิได้ รับการแก้ไข
    ๑.๑.๒ การรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่น
    (๑) วางแผนปฏิบัติและวางระบบติดตามผลด้านรายรับและรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทุกด้านทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
    (๒) สนับสนุนการดำเนินงานและร่วมมือกับภาคเอกชน
    ๑.๑.๓ การเพิ่มรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
    (๑) เร่งรัดเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาด กลาง และขนาดเล็ก ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่ง ประเทศไทย และผ่านสถาบันการเงินของเอกชน
    (๒) ขจัดอุปสรรคการส่งออก ทั้งด้านภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งลดต้นทุน โดย การปรับปรุงแก้ไขกฏหมายศุลกากรและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งสินค้า
    (๓) ร่วมมือกับภาคเอกชนในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกัน ระหว่างระบบการผลิตในประเทศกับทิศทางการค้าระหว่างประเทศ
    (๔) เร่งรัดการขยายตัวและขจัดอุปสรรคการท่องเที่ยวโดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ตลอดจนการท่องเที่ยวโดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ตลอดจนส่ง เสริมโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” เพื่อประหยัดเงินตราต่างประเทศ
    ๑.๑.๔ การบริหารงานงบประมาณแผ่นดิน
    (๑) การบริหารงบประมาณรายจ่าย รัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดเงื่อนไข ที่ตกลงไว้กับกองทุน การเงินระหว่างประเทศเป็นหลัก แต่จะไม่ให้การบีหารงบประมาณรายจ่ายเกิดผลกระทบต่อ การให้บริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขพื้นฐาน
    (๒) สนับสนุนการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่มีหุ้นอยู่ แล้วในตลาดหลักทรัพย์และที่มีโอกาสจะออกหุ้นทุนขยายในตลาดหลักทรัพย์ได้อีก ทั้งนี้เพื่อ ลดภาระการลงทุนของรัฐ
    ๑.๑.๕ การส่งเสริมการประหยัด
    (๑) รัฐบาลจะเป็นผู้นำในการประหยัด โดยติดตามควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิ ภาพสูงสุดเพื่อป้องกันการรั่วไหล และขจัดความฟุ่มเฟือย
    (๒) รณรงค์ร่วมกับองค์กรเอกชนและประชาชนในการประหยัดการใช้จ่าย การเพิ่มการออม และการประหยัดพลังงาน
    ๑.๑.๖ การสร้างเอกภาพและประสิทธิภาพในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม
    (๑) จัดให้ระบบการบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมมีเอกภาพในการตัดสินใจ มีความชัดเจน โปร่งใส
    (๒) ปรับโครงสร้างองค์กรการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

    ๑.๒ การบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
    ๑.๒.๑ การบรรเทาปัญหาการว่างงาน
    (๑) ให้หน่วยงานของรัฐเข้ามามีบทบาทในการใช้งบประมาณที่มีอยู่เพื่อขยายการจ้างงาน โดยเฉพาะการจ้างงานในชนบท
    (๒) ประคับประคองให้ธุรกิจที่มีการจ้างงานจำนวนมากสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยให้ การสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการตลาด และการปรับปรุง เทคโนโลยีการผลิต
    (๓) แก้ปัญหาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยเร่งรัดบรรจุงานใหม่ ฝึกอบรมเพิ่มทักษะฝีมือใหม่ และประสานความช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างอย่างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วทุกจังหวัด
    ๑.๒.๒ การบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ
    (๑) รักษาอัตราค่าครองชีพโดยเฉพาะของกลุ่มที่มีรายได้น้อยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยติดตามตรวจสอบต้นทุนของสินค้าที่จำเป็นต่อค่าครองชีพ และลดการผูกขาดตัดตอน
    (๒) เพิ่มบทบาทของหน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการติดตามตรวจสอบการเอารัด เอาเปรียบประชาชน ทั้งในด้านคุณภาพและราคาสินค้า
    (๓) เร่งดำเนินการเพิ่มปริมาณสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าสำหรับ ผู้ที่มีรายได้น้อย จะติดตามดูแลให้คุณภาพและราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมทั้งไม่เกิด ภาวะขาดตลาด
    ๑.๒.๓ การบรรเทาปัญหาด้านสังคม
    (๑) ประกันโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทยที่ครอบครัวได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยให้ความช่วยเหลือในรูปของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
    (๒) จัดบริการด้านสุขภาพอนามัย รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเร่งขยายการประกันสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงที่ว่างงานหรือกำลังหางานทำ
    (๓) เพิ่มประสิทธิภาพระบบงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถอำนวยความยุติธรรมและดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การค้ายาเสพติด และการลด จำนวนแรงงานต่างชาติที่ผิดกฏหมาย
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : คือ บรรเทาปัญหา และประคับประคองเศรษฐกิจให้พ้นวิกฤติการณ์นี้ได้ เช่น ด้านการเงิน การคลัง การค้า การลงทุน และด้านค่าครองชีพ การลอยตัวของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมาก มีส่วนผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น นอกจากนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยความช่วยเหลือจากกอง ทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังไม่มีผลในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    http://www.thaigov.go.th/webold/general/policy/chuan/policy_chuan.htm

     
  47. น.ส.ปิยนุช เงาฉาย 5117441023 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:28 PM

    1.ชื่อนโยบาย : นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    2.รายละเอียดของนโยบาย : ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะต้องมีความสมดุลในการใช้ การอนุรักษ์ และการทดแทนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาทรัพย์สินของประเทศที่มีค่านี้ให้เป็นสมบัติของคนในรุ่นต่อไป ดังนั้น รัฐบาลจะส่งเสริมและเร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ธรรมชาติ แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมและมลภาวะเพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนไทย
    รัฐบาลจะกำหนดวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐและเอกชนภายใต้การมีส่วนร่วมของเอกชนและชุมชนท้องถิ่น ที่ให้มีความสมดุลของการใช้ประโยชน์ การถือครองและการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ ลุ่มน้ำ ทรัพยากรชายฝั่ง การใช้ภูมิสารสนเทศ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
    รัฐบาลจะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำฝายน้ำล้นและฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือฝายแม้วตามพระราชดำริ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม รัฐบาลจะลงทุนเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบตามลักษณะกายภาพของลุ่มน้ำ ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำ กลางน้ำ และการกระจายการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง รัฐบาลจะฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างเต็มที่ การยุติการเผาไร่นาและทำลายหน้าดิน การลดการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร รวมทั้งการฟื้นฟูดินและป้องกันการชะล้างทำลายดิน โดยการปลูกแฝกตามแนวพระราชดำริ และให้มีมาตรการป้องกันและเตือนภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง ธรณีพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชน
    ด้านมลภาวะ รัฐบาลจะเร่งรัดการควบคุมมลพิษจากก๊าซ ขยะ น้ำเสีย กลิ่นและเสียง ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค โดยเร่งรัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากสังคมเมืองและการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การจัดระบบกำจัดขยะโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำจัดขยะ
    รัฐบาลจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ การหมุนเวียนการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่สะอาด และการใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการก่อมลภาวะและลดภาระของสังคม นอกจากนี้ รัฐบาลจะป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางของการรับภาระจากการส่งขยะ ของเสีย และกากพิษอุตสาหกรรม

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศดีขึ้น เพราะได้มีการควบคุม และทำการฟื้นฟูอนุรักษ์อย่างจริงจัง

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา

     
  48. นางสาวอินทิรา เจริญสุข รหัส 5117441053 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:31 PM

    1.ชื่อนโยบาย
    การเสริมสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    ๑. การเร่งรัดสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
    ๑.๑ การแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและการเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ
    (๑) รัฐบาลถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการ ชั่วคราว ๕๘ แห่งทันที โดยเร่งรัดให้องค์กรการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ดำเนินการตามแนวทาง ดังนี้
    – กลุ่มสถาบันการเงินที่สามารถเพิ่มทุนและดำเนินกิจการต่อไปได้ ให้พ้นจากการถูก ควบคุม และอนุญาตให้เปิดกิจการทันที
    – กลุ่มที่จำเป็นต้องควบหรือรวมกิจการ ให้จัดการให้เกิดการควบกิจการทันที
    – กลุ่มที่มีปัญหาและต้องปิดกิจการ ให้จัดการแบ่งแยกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี และเปิด โอกาสให้สถาบันการเงินภายในและ/หรือต่างประเทศรับไปบริหาร ส่วนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ จะได้รับการบริหารโดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.)
    (๒) สถาบันการเงินและธนาคารที่ยังดำเนินกิจการอยู่ รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการดำเนินการ ในทิศทางที่ก่อให้เกิดความมั่นคงแก่ระบบสถาบันการเงินอย่างถาวรต่อไป
    (๓) เร่งดำเนินการให้มีการแปลงสินทรัพย์เป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้ เพื่อช่วยเสริมสภาพ คล่องของระบบการเงินอีกทางหนึ่ง
    (๔) สนับสนุนให้การลงทุนจากต่างประเทศปลอดพ้นจากอุปสรรคด้านกฏระเบียบที่ยังมิได้ รับการแก้ไข
    ๑.๑.๒ การรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่น
    (๑) วางแผนปฏิบัติและวางระบบติดตามผลด้านรายรับและรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ทุกด้านทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
    (๒) สนับสนุนการดำเนินงานและร่วมมือกับภาคเอกชน
    ๑.๑.๓ การเพิ่มรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
    (๑) เร่งรัดเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาด กลาง และขนาดเล็ก ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่ง ประเทศไทย และผ่านสถาบันการเงินของเอกชน
    (๒) ขจัดอุปสรรคการส่งออก ทั้งด้านภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งลดต้นทุน โดย การปรับปรุงแก้ไขกฏหมายศุลกากรและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งสินค้า
    (๓) ร่วมมือกับภาคเอกชนในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกัน ระหว่างระบบการผลิตในประเทศกับทิศทางการค้าระหว่างประเทศ
    (๔) เร่งรัดการขยายตัวและขจัดอุปสรรคการท่องเที่ยวโดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ตลอดจนการท่องเที่ยวโดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ตลอดจนส่ง เสริมโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” เพื่อประหยัดเงินตราต่างประเทศ
    ๑.๑.๔ การบริหารงานงบประมาณแผ่นดิน
    (๑) การบริหารงบประมาณรายจ่าย รัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดเงื่อนไข ที่ตกลงไว้กับกองทุน การเงินระหว่างประเทศเป็นหลัก แต่จะไม่ให้การบีหารงบประมาณรายจ่ายเกิดผลกระทบต่อ การให้บริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขพื้นฐาน
    (๒) สนับสนุนการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่มีหุ้นอยู่ แล้วในตลาดหลักทรัพย์และที่มีโอกาสจะออกหุ้นทุนขยายในตลาดหลักทรัพย์ได้อีก ทั้งนี้เพื่อ ลดภาระการลงทุนของรัฐ
    ๑.๑.๕ การส่งเสริมการประหยัด
    (๑) รัฐบาลจะเป็นผู้นำในการประหยัด โดยติดตามควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิ ภาพสูงสุดเพื่อป้องกันการรั่วไหล และขจัดความฟุ่มเฟือย
    (๒) รณรงค์ร่วมกับองค์กรเอกชนและประชาชนในการประหยัดการใช้จ่าย การเพิ่มการออม และการประหยัดพลังงาน
    ๑.๑.๖ การสร้างเอกภาพและประสิทธิภาพในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม
    (๑) จัดให้ระบบการบริหารนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมมีเอกภาพในการตัดสินใจ มีความชัดเจน โปร่งใส
    (๒) ปรับโครงสร้างองค์กรการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระบบงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

    ๑.๒ การบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
    ๑.๒.๑ การบรรเทาปัญหาการว่างงาน
    (๑) ให้หน่วยงานของรัฐเข้ามามีบทบาทในการใช้งบประมาณที่มีอยู่เพื่อขยายการจ้างงาน โดยเฉพาะการจ้างงานในชนบท
    (๒) ประคับประคองให้ธุรกิจที่มีการจ้างงานจำนวนมากสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยให้ การสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการตลาด และการปรับปรุง เทคโนโลยีการผลิต
    (๓) แก้ปัญหาแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยเร่งรัดบรรจุงานใหม่ ฝึกอบรมเพิ่มทักษะฝีมือใหม่ และประสานความช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างอย่างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วทุกจังหวัด
    ๑.๒.๒ การบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ
    (๑) รักษาอัตราค่าครองชีพโดยเฉพาะของกลุ่มที่มีรายได้น้อยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยติดตามตรวจสอบต้นทุนของสินค้าที่จำเป็นต่อค่าครองชีพ และลดการผูกขาดตัดตอน
    (๒) เพิ่มบทบาทของหน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการติดตามตรวจสอบการเอารัด เอาเปรียบประชาชน ทั้งในด้านคุณภาพและราคาสินค้า
    (๓) เร่งดำเนินการเพิ่มปริมาณสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าสำหรับ ผู้ที่มีรายได้น้อย จะติดตามดูแลให้คุณภาพและราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมทั้งไม่เกิด ภาวะขาดตลาด
    ๑.๒.๓ การบรรเทาปัญหาด้านสังคม
    (๑) ประกันโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนไทยที่ครอบครัวได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยให้ความช่วยเหลือในรูปของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
    (๒) จัดบริการด้านสุขภาพอนามัย รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเร่งขยายการประกันสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงที่ว่างงานหรือกำลังหางานทำ
    (๓) เพิ่มประสิทธิภาพระบบงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถอำนวยความยุติธรรมและดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การค้ายาเสพติด และการลด จำนวนแรงงานต่างชาติที่ผิดกฏหมาย
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : คือ บรรเทาปัญหา และประคับประคองเศรษฐกิจให้พ้นวิกฤติการณ์นี้ได้ เช่น ด้านการเงิน การคลัง การค้า การลงทุน และด้านค่าครองชีพ การลอยตัวของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมาก มีส่วนผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น นอกจากนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยความช่วยเหลือจากกอง ทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังไม่มีผลในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    http://www.thaigov.go.th/webold/general/policy/chuan/policy_chuan.htm

     
  49. น.ส.ปิยนุช เงาฉาย 5117441023 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:31 PM

    แก้ไข

    1.ชื่อนโยบาย : นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    2.รายละเอียดของนโยบาย : ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะต้องมีความสมดุลในการใช้ การอนุรักษ์ และการทดแทนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาทรัพย์สินของประเทศที่มีค่านี้ให้เป็นสมบัติของคนในรุ่นต่อไป ดังนั้น รัฐบาลจะส่งเสริมและเร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ธรรมชาติ แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมและมลภาวะเพื่อคืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนไทย
    รัฐบาลจะกำหนดวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐและเอกชนภายใต้การมีส่วนร่วมของเอกชนและชุมชนท้องถิ่น ที่ให้มีความสมดุลของการใช้ประโยชน์ การถือครองและการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ ลุ่มน้ำ ทรัพยากรชายฝั่ง การใช้ภูมิสารสนเทศ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
    รัฐบาลจะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำฝายน้ำล้นและฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือฝายแม้วตามพระราชดำริ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม รัฐบาลจะลงทุนเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบตามลักษณะกายภาพของลุ่มน้ำ ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำ กลางน้ำ และการกระจายการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง รัฐบาลจะฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างเต็มที่ การยุติการเผาไร่นาและทำลายหน้าดิน การลดการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร รวมทั้งการฟื้นฟูดินและป้องกันการชะล้างทำลายดิน โดยการปลูกแฝกตามแนวพระราชดำริ และให้มีมาตรการป้องกันและเตือนภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง ธรณีพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชน
    ด้านมลภาวะ รัฐบาลจะเร่งรัดการควบคุมมลพิษจากก๊าซ ขยะ น้ำเสีย กลิ่นและเสียง ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค โดยเร่งรัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากสังคมเมืองและการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การจัดระบบกำจัดขยะโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำจัดขยะ
    รัฐบาลจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ การหมุนเวียนการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่สะอาด และการใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการก่อมลภาวะและลดภาระของสังคม นอกจากนี้ รัฐบาลจะป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางของการรับภาระจากการส่งขยะ ของเสีย และกากพิษอุตสาหกรรม

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศดีขึ้น เพราะได้มีการควบคุม และทำการฟื้นฟูอนุรักษ์อย่างจริงจัง

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.mof.go.th/social/mof_newgov_policy.htm

     
  50. นายกันตวัฒน์ ลีสี รปศ. หมู่4 ปี4 5117444003

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:40 PM

    แก้ไข
    นายกันตวัฒน์ ลีสี รปศ. หมู่4 ปี4 5117444003

    1. ชื่อนโยบาย : นโยบายค่าไฟฟ้าใหม่
    2. รายละเอียดของนโยบาย : จากสภาวการณ์ที่ราคาพลังงานยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และอาจยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้านั้น ทำให้ภาครัฐมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายที่เกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใหม่
    นโยบายนี้แบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1. การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยจะมีการปรับแก้วิธีการคิดค่าไฟฟ้าฐานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นและโยกย้ายต้นทุนบางส่วนจากค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) เข้าสู่ค่าไฟฟ้าฐาน เพื่อให้ค่าเอฟที สะท้อนเฉพาะค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า
    และ 2.การกำหนดนโยบายให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนและขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 5 แอมป์ได้ใช้ไฟฟ้าฟรีตามนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล
    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กิจการขนาดกลาง กิจการเฉพาะอย่าง ผู้ซื้อไฟฟ้าตรงจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และหน่วยงานราชการ จะเป็นผู้รับภาระค่าชดเชย เบื้องต้นภาครัฐได้ประมาณการเงินชดเชยไว้ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี
    หรือเฉลี่ยประมาณ 11 สตางค์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ไป
    การปรับปรุงนโยบายทั้งสองนี้น่าที่จะถูกพิจารณาเพื่อนำไปบังคับใช้ภายในเดือนก.ค.54
    การปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงสถานการณ์พลังงานที่เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้นตามแนวโน้มที่สูงขึ้นของระดับราคาเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเตาหรือราคาก๊าซธรรมชาติ
    หากระดับราคาน้ำมันเตาและก๊าซธรรมชาติในไตรมาสที่สามของปีนี้ เพิ่มสูงกว่าที่กฟผ.ได้คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 23 บาทต่อลิตร และ 252 บาทต่อล้านบีทียูแล้ว อาจมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าถูกปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
    และถึงแม้ว่าปัจจุบันภาครัฐได้ตั้งสำรองปริมาณไฟฟ้าไว้กว่า 20% ของความต้องการไฟฟ้าไว้แล้ว แต่มีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคตหากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2010 มีความล่าช้าออกไป
    ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในเวลานี้ คงจะเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกช่วงเวลาในการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าแพงในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง หรือการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าในหน่วยงานเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้ประชาชนช่วนลดค่าต้นทุนค่าไฟฟ้า และยังสามารถลดภาระของประเทศในการที่จะต้องจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย ทำให้ประชาชนมีไฟฟ้าฟรีใช้ ช่วยให้ประชาชนนำเงินที่จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ ในด้านต่างๆให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHpOVE14TURVMU5BPT0=&sectionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOUzB6TVE9PQ==

     
  51. สุรีรัตน์ วงศ์สวัสดิ์

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:49 PM

    น.ส. สุรีรัตน์ วงศ์สวัสดิ์ รหัส 5117443050 ปี4 หมู่3
    1.ชื่อนโยบาย:โครงการธนาคารประชาชน
    2.รายละเอียดของนโยบาย: โครงการธนาคารประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบัน เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปประกอบอาชีพ ธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกำหนดให้จัดตั้งโครงการธนาคารคนจนขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการเงินทุนของประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย โดยการให้บริการด้านการออมทรัพย์ บริการด้านสินเชื่อที่มีเงื่อนไขไม่ยุ่งยากในวงเงินที่เพียงพอต่อความจำเป็น ตลอดจนบริการด้านการเงินในรูปแบบอื่นๆ ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังจัดให้มีบริการให้การฝึกอบรมที่จำเป็น ให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านการเงินอาชีพ และด้านอื่น ๆ เป็นพิเศษแก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของโครงการธนาคารประชาชนด้วย
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง: โครงการธนาคารประชาชนนั้นถือเป็นโครงการที่ได้ประสิทธิภาพและเสียงตอบรับจากประชาชนได้เป็นอย่างดีอีกโครงการหนึ่ง เพราะเป็นโครงการที่ช่วยให้ประชาชนที่ไม่มีอาชีพสามารถกู้ยืมเงินมาทำประกอบอาชีพได้ ทำให้ประชาชนมีรายได้และอาชีพตามที่ตนต้องการได้และช่วยลดปัญหายากจนและอีกหลายๆปัญหาได้
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา: http://www.tdri.or.th/poverty/report2.htm#poli12

     
  52. นางสาวขวัญเรือน ปะสิ่งชอบ 5117441004 รปศ. ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:55 PM

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

    2. รายละเอียดของนโยบาย
    การบาดเจ็บและเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทย ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในปี 2545 ร้อยละ 25 ของการตายทั้งหมดในโลก มาจากสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะ หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การบาดเจ็บ และมะเร็ง ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะ stroke และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรในลำดับที่ 2, 3 และ 4 ในผู้ชาย และลำดับที่ 3 และ 4 ในผู้หญิง นอกจากนั้นยังทำให้สูญเสียเศรษฐกิจและเป็นภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพอย่างมากมาย มีมูลค่าความเสียหายปีละกว่า 3,600 ล้านบาท สำหรับบริการการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลปัจจุบันพบว่า การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุมีสัดส่วนน้อยกว่าการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ร้อยละ 18.2 : 65.9 เช่น การเจ็บป่วยจากโรคขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การได้รับบริการที่รวดเร็วทันท่วงทีนับเป็นเวลา ที่มีค่ามากที่จะทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตหรือรอดจากความพิการ ดังนั้นบริการการแพทย์ฉุกเฉิน จึงมีความสำคัญมาก
    สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ สพฉ.มีภารกิจในการจัดทำแผนหลักเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน จัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จัดให้มีระบบปฏิบัติการ และระบบสื่อสารและเทคโนโลยี สารสนเทศ ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนา จัดให้มีศึกษาและฝึกอบรม เป็นศูนย์กลางในการประสานงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง
    ช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องการรับบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินหรือผู้ป่วยอุบัติเหตุ ได้รับบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้สะดวกรวดเร็ว และสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างเท่าเทียมทั่วถึง สามารถลดปัญหาการเสียชีวิตที่เกิดจากการป่วยหรือพิการจากการเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินได้ และการปฎิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินยังเหมาะสมกับสถานการณ์ในการช่วยผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.emit.go.th

     
  53. น.ส.อมรรัตน์ เจริญสุข 5117441051 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 3:59 PM

    1.ชื่อนโยบาย : นโยบายแรงงาน
    2.รายละเอียดของนโยบาย :
    1) เร่งฝึกอบรมและพัฒนาคนที่ทำงานแล้วและคนที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
    2) จัดให้มีระบบเตือนภัยและติดตามสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อการ จ้างงานการเลิกจ้างอื่นเนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมทั้งจัดให้มีการจ้างงานใหม่โดยเร็ว
    3) ให้การคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยในการทำงานและสวัสดิการแรงงาน พร้อมทั้งจัดระบบการคุ้มครองแก่แรงงานนอกระบบให้ครอบคลุมมากขึ้น
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ : ทำให้ประชาชนได้มีงานทำที่ดี
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.pocnara.go.th/narathiwat/doc9_2_1.pdf

     
  54. นาย ชัยชิต พานทอง หมู่4 5117444010

    มิถุนายน 22, 2011 at 4:00 PM

    1.ชื่อนโยบาย: นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2550 – 2554
    2.รายละเอียดของนโยบาย: นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ เป็นนโยบายระดับชาติที่มีเป้าหมายมุ่งสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมที่สันติสุข มีภูมิคุ้มกันปัญหาต่างๆ ที่สามารถคัดกรองสิ่งที่เป็นคุณและโทษที่จะเข้ามากระทบต่อความมั่นคงของรัฐและประชาชน รวมทั้งสามารถแก้ไขสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของภัยคุกคาม เพื่อให้เกิดความมั่นคงที่ยั่งยืนและให้การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ให้ความสำคัญในการนำไปเป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนงานและโครงการในขอบเขตภารกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถสนองผลประโยชน์แห่งชาติในทิศทางที่สอดคล้องกันและเป็นเอกภาพ
    สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการวิเคราะห์การเคลื่อนตัวของสถานการณ์ความมั่นคงอย่างต่อเนื่องในระยะที่มีการใช้นโยบายและความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2546 – 2549 และพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในบริบทต่างๆ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง: การดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในระยะของนโยบายความมั่นคงฯ พ.ศ. 2546 – 2549 พบว่าสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงคลี่คลายไป ตามเป้าหมายของนโยบาย ประเทศไทยมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับนานาประเทศ โดยมีกรอบข้อตกลงและกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน สามารถสกัดกั้นป้องปรามและป้องกันภัยคุกคามข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ความหวาดระแวงกับประเทศเพื่อนบ้านลดน้อยลง นำไปสู่การมีสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้โครงการพัฒนาในกรอบความร่วมมือด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง กลไกความร่วมมือในระดับท้องถิ่นสามารถจำกัดไม่ให้ปัญหาความขัดแย้งในระดับพื้นที่กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ โดยสามารถหาข้อยุติในระดับท้องถิ่นได้เป็นส่วนใหญ่ การจัดระเบียบความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดน ทั้งในมิติพื้นที่พัฒนาเพื่อความมั่นคงและในมิติของคนชายแดน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาบุคคลที่มีปัญหาเรื่องสัญชาติดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และจากการแย่งชิงทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ซึ่งเคยมีการใช้ความรุนแรงมีสถิติลดลง ด้วยการบริหารจัดการตามแนวทางสันติวิธีและการมีกลไก ตลอดจนเครือข่ายเผยแพร่ความรู้การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีกว้างขวางมากขึ้น
    4.แหล่งที่ได้ข้อมูลเหล่านี้มา: http://www.navy.mi.th/skbase/act52/document/mankong.doc

     
  55. วรวิทย์ เสร็จขุนทด

    มิถุนายน 22, 2011 at 4:05 PM

    นาย วรวิทย์ เสร็จขุนทด รหัส 5117443033 ปี4 หมู่3

    1.ชื่อนโยบาย นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
    2.รายละเอียดของนโยบาย นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลทักษิณ เป็นแหล่งเงินทุนให้กับหมู่บ้านและชุมชนเมือง
    เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ และด้านสวัสดิการสังคม โดยรัฐบาลจะให้เงินสนับสนุน กองทุนๆ ละ 1 ล้านบาท โดยมีชาวบ้านเป็น ผู้บริหารและควบคุมดูแลในการจัดการเงินกองทุนเอง การจัดตั้งกองทุน
    หมู่บ้านจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหาร กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงาน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการจัดตั้ง
    กองทุนหมู่บ้านจากทางฝ่ายราชการ ส่วนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองจะต้องจัดตั้งกองทุนและจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวน 15 คน ซึ่งคณะกรรมการอาจจะประกอบด้วยตัวแทนกลุ่ม องค์กรประชาชนและประชาชนในหมู่บ้าน หรือชุมชน พร้อมทั้งจัดทำระเบียบข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกองทุนหมู่บ้าน รับสมัครสมาชิก ระดมทุน จัดทำระบบบัญชี จัดทำระบบตรวจสอบ มอบหมายภารกิจและความรับผิดชอบ แล้วจึงขอขึ้นทะเบียนกองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองกับธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเปิดบัญชีกับธนาคารสำหรับขอรับเงินกองทุน 1 ล้านบาท จากคณะกรรมการ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ แต่ก่อนที่จะได้รับเงินสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านจะต้องถูกประเมินความพร้อมจาก คณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับอำเภอ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองนั้นเป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในทุกๆด้าน ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
    4.แหล่งที่มาของข้อมูล http://www.tdri.or.th

     
  56. บดินทร์ วงศ์กัณหา

    มิถุนายน 22, 2011 at 4:19 PM

    นาย บดินทร์ วงศ์กัณหา รหัส 5117443018 ปี4 หมู่3

    1.ชื่อนโยบาย โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
    2.รายละเอียดของนโยบาย เป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ที่มาจากท้องถิ่น ให้ชุมชนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งจากภายในและภายนอกประเทศจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาภายในท้องถิ่น เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ขึ้นภายในท้องถิ่นและเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อีกทางหนึ่ง โดยรัฐจะให้การสนับสนุนในเรื่องความรู้สมัยใหม่ การบริหารจัดการและเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนเพื่อจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งได้กำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ (กอ.นตผ.) พ.ศ. 2544 โดยมี นายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ กอ.นตผ.
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง เป็นโครงการที่ช่วยให้ประชาชนมีรายได้จากการที่นำสิ่งของต่างๆในหมู่บ้านมาผลิตให้เป็นสิ่งของที่มีมูลค่ามากขึ้นทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น
    4.แหล่งที่มาของข้อมูล http://www.tdri.or.th

     
  57. นางสาวเสาวลักษณ์ ดวงนภา 5117441047 รปศ. ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 22, 2011 at 4:21 PM

    1. ชื่อนโยบาย โครงการต้นกล้าอาชืพ

    2. รายละเอียดของนโยบาย
    สืบเนื่องจากผลกระทบจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเกิดการว่างงานขึ้น ทั้งเกิดจากการเลิกจ้าง ผู้สำเร็จการ ศึกษาใหม่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และการว่างงานตามธรรมชาติ ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๕๑ มีแรงงานที่ว่างงานแล้วประมาณ ๕ แสนคน และ คาดว่าในปี พ.ศ.๒๕๕๒ จะมีเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน
    ดังนั้น เพื่อบรรเทาปัญหาการว่างงาน รัฐบาลจึงกำหนดมาตรการส่ง เสริมการจ้างงานในระยะสั้น การเร่งรัดบรรจุกำลังคนในตำแหน่งงานว่าง และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อสร้างโอกาสในการมีงานทำขึ้น โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนนี้ จึงเป็นโครงการตามมาตรการเร่งด่วน ที่จะ เพิ่มศักยภาพให้ผู้ว่างงานให้มีความสามารถและทักษะเพิ่มขึ้น มีความตื่นตัว รับรู้ในความสำคัญของการสร้างงาน สร้างธุรกิจในระดับ ชุมชนท้องถิ่น ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะสามารถนำความรู้และทักษะกลับไปทำงานในภูมิลำเนาได้
    หลักการในการฝึกอบรม จะคำนึงถึงภูมิลำเนาบ้านเกิด ครอบครัว พื้นความรู้และทักษะที่ได้รับจากการทำงานในอาชีพเดิม ภาค/จังหวัด และศักยภาพความเจริญในแต่ละเขตพื้นที่ทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การฝึกอบรมจะเป็นการต่อยอดความรู้และทักษะเพื่อพัฒนาความชำนาญเฉพาะทางในวิชาชีพ รองรับการกลับไปสร้างงาน ทำงานที่เป็นประโยชน์ในท้องถิ่นบ้านเกิด ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนพัฒนาศักยภาพของ หมู่บ้านและชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้มีมาตรฐานและเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นการจัดทำวิสาหกิจชุมชน การเพิ่มผู้ ประกอบการอิสระรายย่อยในชุมชน หรือพัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อคืนกลับเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และ/หรือมีทางเลือกใหม่เข้าสู่ภาค อุตสาหกรรมด้วยคุณภาพฝีมือแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และ/หรือปรับเปลี่ยนตนเองเป็นผู้ประกอบ การตามความสนใจและความถนัด รวมทั้งมีความรู้ความสามารถด้านการเกษตรเพื่อยังชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อดำรงตน และครอบครัวอยู่อย่างมีความสุขได้ ในระยะยาวยังสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง
    เป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้ว่างงานให้มีความรู้และทักษะใหม่ๆเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการเลือกประกอบอาชีพ เพื่อช่วยผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้างงาน และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ให้มีรายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สามารถหาทางเลือกใหม่ๆในการเลือกประกอบอาชีพ เพื่อรับผิดชอบตนเองและไม่เป็นภาระกับครอบครัวและสังคม

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.tonkla-archeep.com

     
  58. นางสาววริญญา เบ็ญจวรรณ

    มิถุนายน 22, 2011 at 4:24 PM

    นางสาววริญญา เบ็ญจวรรณ 5117442036 ปี4 หมู่2

    1. ชื่อนโยบาย โครงการบ้านหลังแรก
    2. รายละเอียดของนโยบาย โครงการบ้านหลังแรก เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นบ้านหลังแรกด้วยการขอกู้เงินผ่าน ธอส. ไม่เกิน 3 ล้านบาท ธนาคารจะยกเว้นดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีเพื่อชำระเฉพาะเงินต้น หลังจากนั้นจะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ระยะเวลาเงินกู้ 30 ปี วงเงินเบื้องต้น 50,000 ล้านบาท โดยผู้ขอกู้จะต้องผ่านการเช็คข้อมูลจากเครดิตบูโร การตรวจสอบทะเบียนบ้านว่าเป็นบ้านหลังแรกจริง และต้องไม่ใช่การรีไฟแนนซ์ โดยผู้กู้ยังต้องวางเงินดาวน์ร้อยละ 10 ของวงเงินซื้อบ้าน 3 ล้านบาท
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง โครงการบ้าน ธอส. เพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก นี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ถือว่าประสบความสำเร็จตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระประชาชนที่ต้องการมีบ้านหลังแรกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองได้เข้าถึงแหล่งเงิน
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.sri.cmu.ac.th

     
  59. นายลิขิต จรกิจ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443031

    มิถุนายน 22, 2011 at 5:22 PM

    นายลิขิต จรกิจ รปศ. 5117443031 ปี 4 หมู่ 3

    1.ชื่อนโยบาย การออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน

    2. รายละเอียดของนโยบาย ต้องตรวจสอบและดำเนินการให้ความเป็นธรรมทั้งกับประชาชนและกับรัฐ ต้องเร่งรัดตรวจสอบ ออกเอกสารสิทธิ และตอบคำถามประชาชนได้ชัดเจน จะต้องตอบได้ทุกกรณีว่า “ป่ารุกคน หรือ คนรุกป่า” เพื่อยุติปัญหาให้ได้ หากตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ชอบธรรม ต้องกล้าเพิกถอน แต่หากพบว่าถูกต้องตามกฎหมายต้องกล้าออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรจนชิดแนวเขตที่ดินสงวนหวงห้ามประเภทต่าง ๆ ได้ และ มีแนวเขตที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งง่ายต่อการตรวจพิสูจน์ หากมีการบุกรุก

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.moi.go.th/portal/page?_pageid=235,780680,235_780764&_dad=portal&_schema=PORTAL

     
  60. นายกฤฤตภัด ตังสุรัตน์

    มิถุนายน 22, 2011 at 5:45 PM

    นายกฤตภัด ตังสุรัตน์ รปศ ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443015

    1.ชื่อนโยบาย การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ

    2.รายละเอียดของนโยบาย เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเติมจากลุ่มผู้สูงอายุที่เคยได้รับการช่วยเหลือแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไป โดยจ่ายให้ในอัตราคนละ 500 บาทต่อเดือน

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง พบว่าจากการเปิดนับลงทะเบียนผู้สูงอายุที่ประสงค์จะขอรับเบี้ยยังชียผู้สูงอายุ ข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2552 พบว่า มีผู้สูงอายุทั่วประเทศมาขึ้นทะเบียน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพเสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,576,661 คน (รวม 75 จังหวัด 3,142,188 คน กรุงเทพฯ 430,498 คน และพัทยา 3,980 คน )ทั้งนี้ ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพรอบแรกครบทุกคน ณ เดือนมิถุนายน 2552 มีการเบิกจ่ายงบประมาณ 6,019,597,500 คน และทำให้ผู้สูงอายุเกือบ 6 ล้านคนทั่วประเทศ มีหลักประกันรายได้และมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/works/old-age-pension

     
  61. นายธนสิทธิ์ คำสิน

    มิถุนายน 22, 2011 at 6:01 PM

    นายธนสิทธิ์ คำสิน รปศ. ปี4 หมู่ 2 รหัส 5117442012

    1.ชื่อนโยบาย เรียนฟรี 15 ปี

    2.รายละเอียดของนโยบาย นโยบายเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ เป็นสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้เพื่อสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาในการพัฒนาคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ประกอบกับนโยบายการพัฒนาการศึกษาของ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สานต่อการดำเนินงานโครงการอย่างจริงจังต่อเนื่อง และมุ่งเน้นให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการดำเนินโครงการให้พร้อมก่อนเปิดภาคเรียน โดยเฉพาะหนังสือเรียนต้องมีให้ครบเมื่อเปิดภาคเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นปีที่สองที่รัฐบาลดำเนินนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ให้กับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 (อายุ 3 ขวบ) จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยปีนี้เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “เรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 73,494.5183 ล้านบาท และจัดเตรียมงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 77,121.6966 ล้านบาท โดยมีการจัดอุดหนุนใน 5 รายการ คือ
    1. ค่าเล่าเรียนอุดหนุนรายหัว
    2. ค่าหนังสือเรียน
    3. ค่าเครื่องแบบนักเรียน
    4. ค่าอุปกรณ์การเรียน
    5.ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง
    1) การจัดซื้อจัดจ้าง โดยโอนเงินไปให้สถานศึกษาดำเนินงาน เขตพื้นที่การศึกษาที่มีสถานศึกษาในสังกัดเข้าไปดูแลและหากเกิดปัญหาจะช่วยกันแก้ไข
    2) การจัดซื้อตำราเรียน ครูผู้สอนต้องระบุว่าซื้อหนังสือเล่มไหน และมีความเห็นร่วมกันของภาคี 4 ฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนครูผู้ปกครอง นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษา
    3) ชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน กระทรวงศึกษาธิการ
    ส่งเงินงบประมาณไปที่สถานศึกษาและทางสถานศึกษาไปจ่ายกับผู้ปกครอง/นักเรียน และให้ผู้ปกครอง/นักเรียนมารับเงินไปดำเนินการจัดซื้อของและทำใบกำกับภาษีที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก มายืนยันการใช้เงิน ซึ่งจะซื้อที่ไหนเป็นสิทธิ์ของผู้ปกครอง/นักเรียน
    4) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเข้าไปช่วยดูแลโรงเรียนในความรับผิดชอบ รวมถึงสรุปผลการดำเนินงานของนักเรียนที่เบิกเงินอุดหนุนไปใช้เกินความเป็นจริง เป็นต้น

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.chinnaworn.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539147249&Ntype=10

     
  62. นายเสกสรรค์ คงเจริญ

    มิถุนายน 22, 2011 at 6:16 PM

    นายเสกสรรค์ คงเจริญ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443051

    1.ชื่อนโยบาย ประกันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ

    2.รายละเอียดของนโยบาย เพื่อไม่ให้แทรกแซงราคาข้าวเปลือกที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาล โดยในระยะแรกจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรนอกจากการรับจำนำข้าวเปลือก และในระยะยาวจะเป็นระบบแทนที่การรับจำนำ

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง

    1.เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนต่างระหว่างราคาตลาด อ้างอิงกับราคาประกันเป็นเงินสดโดยตรงจากรัฐ กรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน ช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากการขายข้าว
    2.การจดทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำประกันราคา จะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์จากข้าวของประเทศเพื่อนบ้าน
    3.ไม่เป็นภาระกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาตลาดอ้างอิงกับราคาประกันให้กับเกษตรกรเท่านั้น รัฐบาลไม่ต้องรับภาระเกี่ยวกับการแปรสภาพและการจัดเก็บข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล
    4.ลดปัญหาการทุจริต และการแสวงหาประโยชน์จากการรับจำนำของผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ คงเหลือเพียงระดับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่จดทะเบียน
    5.กลไกการค้าข้าวเข้าสู่ภาวะปกติ กลับมามีการแข่งขัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับการค้าข้าว

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://srn-rrc.ricethailand.go.th/srrc/news/09/tsk.html

     
  63. นายสถาพร ดีชัยรัมย์

    มิถุนายน 22, 2011 at 6:31 PM

    นายสถาพร ดีชัยรัมย์ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443043

    1.ชื่อนโยบาย นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

    2.รายละเอียดของนโยบาย เป็นโครงการรัฐบาลที่ทำเพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพ โดยคนไทยทุกคนสามารถรับบริการรักษาโรค โดยจ่ายเพียงสามสิบบาท โดยภาครัฐจะให้ประชาชนลงทะเบียนกับโรงพยาบาลและรัฐจัดสรรงบประมาณลงในโรงพยาบาลตามจำนวนคน และแจกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้รับบริการ เรียกกันว่า บัตรทอง

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากบัตร 30บาท ได้รับบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เช่น ตรวจรักษาทุกโรค ผ่าตัดทุกโรค ทำคลอดรวมไม่เกิน 2 ครั้ง กรณีที่บุตรมีชีวิตอยู่ ทำหมัน ฉีดวัคซีนและเซรุ่มป้องกันโรคทั่วไป อวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการบำบัดโรค รวมทั้งค่าซ่อมแซม ยกเว้นอวัยวะเทียมหรืออุปกรณ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด การถอนฟัน การอุดฟัน การขูดหินปูน การทำฟันปลอมฐานพลาสติก การรักษาโพรงประสาทฟันน้ำนม และการใส่เพดานเทียมในเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ค่าห้อง และค่าอาหาร ประเภทผู้ป่วยสามัญ

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.thainewyork.com/find-535.html

     
  64. สุรศักดิ์ ฐานะกิจเกษตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443048

    มิถุนายน 22, 2011 at 6:33 PM

    สุรศักดิ์ ฐานะกิจเกษตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443048

    1.ชื่อนโยบาย การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล

    2. รายละเอียดของนโยบาย กระทรวงมหาดไทยต้องเป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูล ข่าวสารให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินมาตรการกดดันทางสังคมต่อผู้มีอิทธิพลที่ละเมิดกฎหมาย มีความผิดทางอาญา กระทรวงมหาดไทยต้องคิดหาแนวทางในการใช้ให้สังคมเข้ามามีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรม และกดดันให้เลิกพฤติกรรมและการกระทำทุกชนิดที่เป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติ

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ สามารถลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ขจัดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทำลายแหล่งผลิตได้จำนวนมาก

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.moi.go.th/portal/page?_pageid=235,780680,235_780768&_dad=portal&_schema=PORTAL

     
  65. นา

    มิถุนายน 22, 2011 at 6:37 PM

    1. ชื่อนโยบาย ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

    2. รายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภายใต้นโยบายระยะเร่งด่วน โดยหลักการป้องกันนำหน้าการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษโดยเด็ดขาด ดังนี้
    (1) เข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างกระบวนการพิเศษ เพื่อควบคุมและปราบปรามผู้ค้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด รวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษสูงสุดกับข้าราชการการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้รางวัลและการคุ้มครองเป็นพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด
    (2) ควบคุมการนำเข้าสารเคมีที่อาจนำไปสู่การผลิตยาเสพติดอย่างเข้มงวดและเสริมสร้างกลไกของภาครัฐและมาตรการทางกฎหมายให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตยาเสพติด
    (3) สร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและนานาประเทศ เพื่อควบคุมและกำจัดแหล่งผลิต และเครือข่ายการจำหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ

    (4) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสพยาเสพติดโดยให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูสภาพได้ทันที โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะจัดให้มีระบบการบริการบำบัดการฟื้นฟู การฝึกอบรมด้านอาชีพ และการปรับสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้เสพยาเสพติดอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เสพสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ทำให้ปัญาหายาเสพติดลดลงอย่างเห็นได้ชัด หยุดการขยายตัวและลดระดับความรุนแรงของปัญหา ไม่ให้ก่อผลกระทบต่อสังคมใน วงกว้าง ด้วยการดำเนินมาตรการต่อกลุ่มผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้เสพให้ได้ผล และพัฒนากลไกและกระบวนการทางสังคมให้มีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหา

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.sri.cmu.ac.th/~nsac/All_Page/Drug/SRI_Policy_of_Government_04-1.htm

     
  66. นางสาวเบญญทิพย์ เจริญพัฒน์ รปศ ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441017

    มิถุนายน 22, 2011 at 6:40 PM

    . ชื่อนโยบาย ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

    2. รายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภายใต้นโยบายระยะเร่งด่วน โดยหลักการป้องกันนำหน้าการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษโดยเด็ดขาด ดังนี้
    (1) เข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างกระบวนการพิเศษ เพื่อควบคุมและปราบปรามผู้ค้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด รวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษสูงสุดกับข้าราชการการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้รางวัลและการคุ้มครองเป็นพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด
    (2) ควบคุมการนำเข้าสารเคมีที่อาจนำไปสู่การผลิตยาเสพติดอย่างเข้มงวดและเสริมสร้างกลไกของภาครัฐและมาตรการทางกฎหมายให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในการผลิตยาเสพติด
    (3) สร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและนานาประเทศ เพื่อควบคุมและกำจัดแหล่งผลิต และเครือข่ายการจำหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ

    (4) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสพยาเสพติดโดยให้ผู้ติดยาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูสภาพได้ทันที โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะจัดให้มีระบบการบริการบำบัดการฟื้นฟู การฝึกอบรมด้านอาชีพ และการปรับสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้เสพยาเสพติดอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เสพสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ทำให้ปัญาหายาเสพติดลดลงอย่างเห็นได้ชัด หยุดการขยายตัวและลดระดับความรุนแรงของปัญหา ไม่ให้ก่อผลกระทบต่อสังคมใน วงกว้าง ด้วยการดำเนินมาตรการต่อกลุ่มผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้เสพให้ได้ผล และพัฒนากลไกและกระบวนการทางสังคมให้มีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหา

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.sri.cmu.ac.th/~nsac/All_Page/Drug/SRI_Policy_of_Government_04-1.htm

    ตอบกลับ

     
  67. นายสุรกาญจณ์ หิริโอตัปปะ

    มิถุนายน 22, 2011 at 7:00 PM

    นายสุรกาญจณ์ หิริโอตัปปะ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443047

    1.ชื่อนโยบาย รถเมล์ฟรี

    2.รายละเอียดของนโยบาย คือมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการลดค่าครองชีพของประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพง ดังนั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เข้าไปร่วมให้บริการรถเมล์ฟรีตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ “โครงการรถเมล์ฟรี” ถือว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลที่เรียกคะแนนได้จากประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับการต่ออายุจากรัฐบาล “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แล้ว 2 ครั้ง หลังจากครบกำหนด 6 เดือนในครั้งแรก เมื่อเดือนก.พ. 2552 และเดือนสิงหาคม 2552 และล่าสุดรัฐบาลเพิ่งอนุมัติให้ต่ออายุไปอีก 3 เดือนเริ่ม ก.พ.2553 นี้ ซึ่งน้อยกว่า 2 ครั้งแรกถึง 3 เดือน และมีทีท่าว่าเมื่อหมด 3 เดือนแล้ว อาจจะไม่มีการต่ออายุอีก ในขณะที่เสียงจากประชาชนยังมีความต้องการบริการ “รถเมล์ฟรี” เช่นนี้ต่อไปอีก เพราะนี่คือ โครงการที่เกิดขึ้นจากภาษีของประชาชนคนทำงานในกรุงเทพฯ นับว่าเป็น โครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกว่า 60% เป็นคนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมืองหลวง และส่วนใหญ่อาศัยระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางในแต่ละวัน

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.logisticscorner.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1565:free-bus&catid=34:logistics-news&Itemid=55

     
  68. นางสาวเบญญทิพย์ เจริญพัฒน์ชัย รปศ ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441017

    มิถุนายน 22, 2011 at 7:13 PM

    1. ชื่อนโยบาย การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

    2. รายละเอียดของนโยบาย การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยดูแลเรื่องค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความเหมาะสม การบริหารงานที่โปร่งใส การกระจายอำนาจ เรื่องกฎหมายและการยุติธรรม จะปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยเพื่อป้องกันปัญหาการคอรัปชั่น ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและปรับปรุงกลไกสื่อภาครัฐให้มีบทบาทเพื่อประโยชน์สาธารณะ

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง มีการสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรมให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีการพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน การปรับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เหมาะสมกับความสามารถทำให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ryt9.com/s/iq01/495266

     
  69. นางสาวเบญญทิพย์ เจริญพัฒน์ชัย รปศ ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441017

    มิถุนายน 22, 2011 at 7:21 PM

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

    2. รายละเอียดของนโยบาย การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยดูแลเรื่องค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความเหมาะสม การบริหารงานที่โปร่งใส การกระจายอำนาจ เรื่องกฎหมายและการยุติธรรม จะปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยเพื่อป้องกันปัญหาการคอรัปชั่น ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและปรับปรุงกลไกสื่อภาครัฐให้มีบทบาทเพื่อประโยชน์สาธารณะ

    3 ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส การปรับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้มีขวัญกำลังใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปหาข้อมูล http://www.ryt9.com/s/iq01/495266

     
  70. น.ส.จันทิมา มงคลสวัสดิ์

    มิถุนายน 22, 2011 at 7:23 PM

    น.ส.จันทิมา มงคลสวัสดิ์ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443006

    1.ชื่อนโยบาย กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

    2.รายละเอียดของนโยบาย เพื่อให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษา ซึ่งมาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย สำหรับศึกษาต่อตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับปริญญาตรีในประเทศ (ทั้งสายสามัญและสายอาชีวะ) รวมทั้งการศึกษานอกระบบต่อเนื่อง จากระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรและประเภทที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยนักเรียน นักศึกษาจะต้องชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราต่ำเมื่อจบการศึกษาแล้ว โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย โดยมีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเบิกจ่ายในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบ ผู้กู้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงาน /กระทรวงอื่นที่จัดการศึกษา ยกเว้นทบวงมหาวิทยาลัย

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ คณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ในปีการศึกษา 2545 นี้ ได้อนุมัติวงเงินกู้ยืม เพิ่มเติม จำนวน 1,600 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น แก่ผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยซึ่งด้อยโอกาสทางการศึกษา อันจะมีส่วนสำคัญในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน และเป็นการ-สนองตอบต่อนโยบายการกระจายรายได้และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการศึกษาทางด้านอุปสงค์ โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของประชาชน

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.moe.go.th/main2/project/proj02.htm

     
  71. นายคำรณ ภูกิ่งหิน รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441008

    มิถุนายน 22, 2011 at 7:43 PM

    นายคำรณ ภูกิ่งหิน รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441008

    1. ชื่อนโยบาย ช่วยเหลือค่าครองชีพ หรือเช็คช่วยชาติ
    2. รายละเอียดของนโยบาย
    (1). ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน
    ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำ
    (2).มีขั้นตอนการขอรับอย่างไร
    ผู้มีนายจ้าง ให้ยื่นแบบคำขอรับเงินผ่านนายจ้าง พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ (ถ้ามี) ภายใน 6 มีนาคม 2552
    ผู้ประกันตนเอง (โดยสมัครใจ) จะต้องกรอกแบบคำขอรับเงิน (ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะจัดส่งให้) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ (ถ้ามี) และนำส่งที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด / สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียน ภายใน 6 มีนาคม 2552
    (3).จะจ่ายเงินอย่างไร
    จ่ายเป็นเช็คธนาคาร โดยไม่มีการขีดฆ่า “หรือผู้ถือ” สำหรับผู้ประกันตน จ่าย 3 วิธี
    1. จ่ายให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ ณ สถานประกอบการที่ผู้ประกันตนทำงานอยู่
    2. จ่ายโดยตรงให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ ณ สถานที่ซึ่งสำนักงานประกันสังคม มีประกาศกำหนดนัดหมายไว้ล่วงหน้า
    3.จ่ายโดยตรงให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่นำไปจ่ายให้ผู้ซึ่งพำนักอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล โดยจะประกาศนัดหมายล่วงหน้าสำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะใช้วิธีจัดส่งเช็คไปให้โดยตรง (ไม่มีการนำส่งเงินสดเข้าบัญชี)
    (4).จะได้รับเช็คเมื่อไร
    คาดว่าเช็คจะถึงมือผู้รับในช่วง 26 มีนาคม – 8 เมษายน
    (5).จะใช้เช็คอย่างไร
    ต้องใช้ภายใน 90 วันโดยนำเช็คไปขึ้นเงินสดเลยก็ได้ หรือ
    นำไปซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ให้ส่วนลดพิเศษก็ได้ (แต่ต้องเซ็นชื่อสลักหลัง และเขียนหมายเลขประจำตัวประชาชนกำกับ)

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ การดำเนินการของนโยบายนี้ประชาชนได้รับเช็คช่วยชาติกันอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการช่วยด้านรายได้และเป็นการลดค่าครองชีพให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย แต่เมื่อมองกันในอีกแง่หนึ่งคือ เหมือนเป็นการแจกเงินที่ได้ปล่าว คือประชาชนได้รับเช็คไปก็นำไปใช้ซึ่งใช้ก็หมดไปเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า ซึ่งหากนำนโยบายเช่นนี้มาทำบ่อยๆคงเป็นการไม่ดีแน่ๆ เพราะจะทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ว่าเพราะทำไมประชาชนถึงมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นและให้รัฐบาลแก้ที่ต้นเหตุน่าจะเหมาะสม มากกว่ามาแก้ที่ปลายเหตุคือการให้เช็คช่วยชาติ ถึงรัฐบาลจะออกมาพูดว่าการให้เช็คช่วยชาติก็มีข้อดีอีกคือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เงียบมานาน แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นว่าเป็นการหาเสียงล่วงหน้าเช่นกัน

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มาhttp://www.democrat.or.th/th/policies/detail.php?ID=6374

     
  72. นายคำรณ ภูกิ่งหิน รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441005

    มิถุนายน 22, 2011 at 7:48 PM

    นายคำรณ ภูกิ่งหิน รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441005 (ส่งใหม่ครับใส่รหัสนักศึกษาผิด)

    1. ชื่อนโยบาย ช่วยเหลือค่าครองชีพ หรือเช็คช่วยชาติ
    2. รายละเอียดของนโยบาย
    (1). ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน
    ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำ
    (2).มีขั้นตอนการขอรับอย่างไร
    ผู้มีนายจ้าง ให้ยื่นแบบคำขอรับเงินผ่านนายจ้าง พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ (ถ้ามี) ภายใน 6 มีนาคม 2552
    ผู้ประกันตนเอง (โดยสมัครใจ) จะต้องกรอกแบบคำขอรับเงิน (ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะจัดส่งให้) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ (ถ้ามี) และนำส่งที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด / สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียน ภายใน 6 มีนาคม 2552
    (3).จะจ่ายเงินอย่างไร
    จ่ายเป็นเช็คธนาคาร โดยไม่มีการขีดฆ่า “หรือผู้ถือ” สำหรับผู้ประกันตน จ่าย 3 วิธี
    1. จ่ายให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ ณ สถานประกอบการที่ผู้ประกันตนทำงานอยู่
    2. จ่ายโดยตรงให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ ณ สถานที่ซึ่งสำนักงานประกันสังคม มีประกาศกำหนดนัดหมายไว้ล่วงหน้า
    3.จ่ายโดยตรงให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่นำไปจ่ายให้ผู้ซึ่งพำนักอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล โดยจะประกาศนัดหมายล่วงหน้าสำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะใช้วิธีจัดส่งเช็คไปให้โดยตรง (ไม่มีการนำส่งเงินสดเข้าบัญชี)
    (4).จะได้รับเช็คเมื่อไร
    คาดว่าเช็คจะถึงมือผู้รับในช่วง 26 มีนาคม – 8 เมษายน
    (5).จะใช้เช็คอย่างไร
    ต้องใช้ภายใน 90 วันโดยนำเช็คไปขึ้นเงินสดเลยก็ได้ หรือ
    นำไปซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ให้ส่วนลดพิเศษก็ได้ (แต่ต้องเซ็นชื่อสลักหลัง และเขียนหมายเลขประจำตัวประชาชนกำกับ)

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ การดำเนินการของนโยบายนี้ประชาชนได้รับเช็คช่วยชาติกันอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการช่วยด้านรายได้และเป็นการลดค่าครองชีพให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย แต่เมื่อมองกันในอีกแง่หนึ่งคือ เหมือนเป็นการแจกเงินที่ได้ปล่าว คือประชาชนได้รับเช็คไปก็นำไปใช้ซึ่งใช้ก็หมดไปเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า ซึ่งหากนำนโยบายเช่นนี้มาทำบ่อยๆคงเป็นการไม่ดีแน่ๆ เพราะจะทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ว่าเพราะทำไมประชาชนถึงมีค่าครองชีพที่สูงขึ้นและให้รัฐบาลแก้ที่ต้นเหตุน่าจะเหมาะสม มากกว่ามาแก้ที่ปลายเหตุคือการให้เช็คช่วยชาติ ถึงรัฐบาลจะออกมาพูดว่าการให้เช็คช่วยชาติก็มีข้อดีอีกคือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เงียบมานาน แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นว่าเป็นการหาเสียงล่วงหน้าเช่นกัน

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.democrat.or.th/th/policies/detail.php?ID=6374

     
  73. นางสาวพิมพิศา สง่าวงษ์ ปี4 หมู่2 5117442028

    มิถุนายน 22, 2011 at 8:03 PM

    1. ชื่อนโยบาย ไทยเข้มแข็ง
    2. รายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ได้เปิดแผนกอบกู้ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของชาติครั้งประวัติศาสตร์ ภายใต้เงินลงทุน 1.43 ล้านล้านบาท ที่ครอบคลุม 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการศึกษา กระทรวงคมนาคมและกระทรวงสาธารณสุข และเม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติแล้วจำนวนร่วม 200,000 ล้านบาท
    ส่วนจะทำให้ไทยเข้มแข็งได้อย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรีได้สรุปโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้
    ด้านการเกษตร : จะมีการลงุทนเรื่องบริหารจัดการเรื่องน้ำ การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และพลังงานทดแทน โดยมีเป้าหมายไว้ว่า พื้นที่ชลประทานต้องเพิ่มขึ้น 1 ล้านไร่ เพราะฉะนั้นก็จะลดปัญหาน้ำท่วมจากเดิมที่สร้างความเดือนร้อนให้ประชาชน 400,000 คนก็ลดลงมาเหลือเพียง 40,000 คนต่อปี
    ด้านการคมนาคม : เพิ่มสัดส่วนถนนลาดยางจากเดิมร้อยละ 83 ให้เป็น 100 ทำให้ลดสัดส่วนต้นทุนทางการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ จากร้อยละ 18 เหลือเพียงร้อยละ 16 นอกจากนี้ก็มีการขนส่งในเรื่องระบบราง และระบบขนส่งในกรุงเทพฯและปริมณฑลด้วย
    ด้านการศึกษา : เมื่อสิ้นปี 2555 ต้องไม่มีนักเรียนที่อ่านมาออกเขียนไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีถึง 160,000 กว่าคน และจะต้องไม่มีโรงเรียนที่ต่ำกว่ามาตรฐานหลงเหลือในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 3,000 โรงเรียน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดหาคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อจำนวนนักเรียน 38 คน จะลดให้เหลือ 1 เครื่องต่อจำนวนนักเรียน 20 คน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและความพร้อมของโรงเรียนในด้านต่าง ๆ
    ด้านสาธารณสุข : รัฐบาลจะปรับปรุงให้เป็นระบบเชิงรุก โดยการเข้าถึงประชาชนและให้ประชาชนสามารถมารับบริการใกล้บ้านได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลระดับตำบลให้สามารถรองรับเรื่องการบริการผู้ป่วยนอกได้มากยิ่งขึ้น จากเดิมร้อยละ 40 ก็
    จะเปลี่ยนให้เป็นร้อนละ 60 ในปี 2555 และการเพิ่มเตียงผู้ป่วยจากเดิม 60,000 เป็น 70,000 เตียง รวมถึงจะมีการส่งเสริมเรื่องของศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านอื่น ๆ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง จะให้เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง และเพื่อให้สังคมไทยมีความก้าวหน้า
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/blog/3469

     
  74. นายทรงฤทธิ์ แสงมณี หมู่3 ปี4 5117443009

    มิถุนายน 22, 2011 at 8:12 PM

    นายทรงฤทธิ์ แสงมณี .ปี4 หมู่3 5117443009
    นโยบายเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ

    เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเติมจากลุ่มผู้สูงอายุที่เคยได้รับการช่วยเหลือแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไป โดยจ่ายให้ในอัตราคนละ 500 บาทต่อเดือน
    ผลการดำเนินการ
    จากการเปิดนับลงทะเบียนผู้สูงอายุที่ประสงค์จะขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พบว่า มีผู้สูงอายุทั่วประเทศมาขึ้นทะเบียน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผู้สูงอายุเกือบ 6 ล้านคนทั่วประเทศ มีหลักประกันรายได้และมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชัพในครั้งนี้ ต่างก็พึงพอใจกับนโยบาย

    ที่มา http://www.pm.go.th/works/old-age-pension

     
  75. นายกรวิทย์ วิชาชัย

    มิถุนายน 22, 2011 at 8:20 PM

    นายกรวิทย์ วิชาชัย รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443002

    1.ชื่อนโยบาย ถนนไร้ฝุ่น

    2.รายละเอียดของนโยบาย เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กระจายสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ของประชาชนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ได้ปรับปรุงถนนในโครงข่ายทางหลวงชนบทส่วนที่ผิวทางเดิมเป็นผิวทางลูกรังให้เป็นถนนลาดยางหรือถนนคอนกรีต เพื่อให้ประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศมีถนนที่ได้มาตรฐาน สามารถเดินทาง ขนส่งสินค้า ผลผลิตการเกษตรได้ตลอดฤดูกาล มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุข ลดต้นทุนในการเดินทางและการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ของประชาชนในชนบทซึ่งเรียกว่า “โครงการถนนไร้ฝุ่น”

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ryt9.com/s/tpd/967155

     
  76. นายไกรวุธ แก้วทรัพย์ รปศ. ปี4หมู่4 รหัส 5117444006

    มิถุนายน 22, 2011 at 8:27 PM

    นายไกรวุธ แก้วทรัพย์ รปศ. ปี4หมู่4 รหัส 5117444006
    1. ชื่อนโยบาย โครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา (พัฒนาโรงเรียนเอกชนการกุศล)
    2. รายละเอียดของนโยบาย โลกปัจจุบันอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญคือเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังนั้นครูและผู้เกี่ยวข้อง นักเรียนจึงควรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้นสำหรับโรงเรียนเอกชนก็ควรให้โรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้อย่างเพียงพอ ครูสามารถพัฒนาและใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนได้ และสามารถสร้างสื่อการเรียนการสอน นวัตกรรมใหม่ๆ จึงสมควรที่จะมีการสนับสนุนห้องคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนเอกชน สนับสนุนสื่อสำหรับนักเรียนและพัฒนาครูในการผลิต สร้าง และใช้สื่อการเรียนการสอน
    วัตถุประสงค์โครงการ -1) เพื่อให้ครูผู้สอนมีความรู้ความสามารถในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเรียนการสอน 2) สนับสนุนห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนเอกชนการกุศลสำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น 3) สนับสนุนสื่อสำหรับนักเรียนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ครูผู้สอนจะได้พัฒนาการศึกษาของนักเรียนให้ทันสมัยขึ้น จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเทคโนโลยีทีทันสมัย ทำให้นักเรียนมีพัฒนาการในการเรียนเพิ่มขึ้น และนักเรียนอยากไปเรียนหนังสือมากกว่าเดิม

     
  77. นายไกรวุธ แก้วทรัพย์ รปศ. ปี4หมู่4 รหัส 5117444006

    มิถุนายน 22, 2011 at 8:30 PM

    แก้ไข
    นายไกรวุธ แก้วทรัพย์ รปศ. ปี4หมู่4 รหัส 5117444006
    1. ชื่อนโยบาย โครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา (พัฒนาโรงเรียนเอกชนการกุศล)
    2. รายละเอียดของนโยบาย โลกปัจจุบันอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญคือเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังนั้นครูและผู้เกี่ยวข้อง นักเรียนจึงควรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้นสำหรับโรงเรียนเอกชนก็ควรให้โรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้อย่างเพียงพอ ครูสามารถพัฒนาและใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนได้ และสามารถสร้างสื่อการเรียนการสอน นวัตกรรมใหม่ๆ จึงสมควรที่จะมีการสนับสนุนห้องคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนเอกชน สนับสนุนสื่อสำหรับนักเรียนและพัฒนาครูในการผลิต สร้าง และใช้สื่อการเรียนการสอน
    วัตถุประสงค์โครงการ -1) เพื่อให้ครูผู้สอนมีความรู้ความสามารถในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเรียนการสอน 2) สนับสนุนห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนเอกชนการกุศลสำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น 3) สนับสนุนสื่อสำหรับนักเรียนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ครูผู้สอนจะได้พัฒนาการศึกษาของนักเรียนให้ทันสมัยขึ้น จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเทคโนโลยีทีทันสมัย ทำให้นักเรียนมีพัฒนาการในการเรียนเพิ่มขึ้น และนักเรียนอยากไปเรียนหนังสือมากกว่าเดิม
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://sp2.tkk2555.com/sp2/ebud_branch.aspx?id=06

     
  78. นายสันติสุข จันแดง ปี4 หมู่3 5117443045

    มิถุนายน 22, 2011 at 8:54 PM

    1. ชื่อนโยบาย กลไกการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน
    2. รายละเอียดของนโยบาย หลังจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ลงนามในคำสั่งสำนักนายกฯให้คณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามยาเสพติด เรื่องกลไกการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามยุทธศาสตร์ “5 รั้วป้องกัน” คือ รั้วชายแดน รั้วชุมชน รั้วสังคม รั้งโรงเรียนและรั้วครอบครัว ดังนี้

    1. รั้วชายแดน ใช้วิธีการสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน จากการลาดตระเวนตามแนวชายแดน ทางเรือในทะเล ตามด่าน/จุดตรวจ หรือกระทั่งการปิดล้อมและตรวจค้นยาเสพติด พบว่า ยาบ้าครองอันดับหนึ่งการลักลอบนำเข้าร่วม 3.2 ล้านเม็ด รองลงมาเป็นกัญชากว่า 60 กิโลกรัม เฮโรอีน 40.3 กิโลกรัม และยาไอซ์ 4.8 กรัม ฯลฯ
    2. รั้วชุมชน มีการจัดการประชาคม อบรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ เพื่อการเฝ้าระวังและการอบรมให้ความรู้ รวมถึงการจัดกิจกรรมแก้ไขยาเสพติดร่วมกันอย่างเป็นระบบ ด้วยการดึงความร่วมมือจากการปกครองทุกระดับในท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจในการมีส่วนร่วมในงานด้านเสพติดอย่าง พร้อมเพรียง เช่น การประกาศชัยชนะกับยาเสพติดในชุมชน และครอบครัว ดังนี้
    * การจัดตั้งหมู่บ้าน/ชุมชนป้ายสีขาว เป้าหมาย 16,346 หมู่บ้าน ดำเนินการแล้ว 7,155 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 44
    * การจัดตั้งครอบครัว (ธงสีน้ำเงิน) มีเป้าหมาย 851,401 ครอบครัว ดำเนินการแล้ว 167,082 ครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 19
    3. รั้วสังคม เน้นการจัดระเบียบสถานบันเทิง สถานบริการ หอพัก ที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์ ร้านเกมส์/อินเตอร์เน็ต โต๊ะพนันบอล แหล่งมั่วสุมยามวิกาล ขณะเดียวกันก็จัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน ทางด้านกีฬา ดนตรีและการบำเพ็ญประโยชน์ หรือเข้าค่ายคุณธรรม เพื่อให้เยาวชนหันมาตระหนักถึงอันตรายจากการติดยาเสพติด
    4. รั้วโรงเรียน ทางสถานศึกษาต้องมีการสำรวจพฤติกรรมนักเรียนที่เข้าข่ายเสพติด ก่อนจะเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ โดยการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องการเสพติดที่ เข้าถึงเยาวชนกลุ่มเสี่ยง นอกเหนือจากการเฝ้าระวัง โดยอาศัยกลุ่มเพื่อนในการปรึกษาและบำบัด
    5. รั้วครอบครัว มีเป้าหมายในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) มีเป้าหมาย 286,268 ครอบครัว ดำเนินการแล้ว 97,678 ครอบครัว รวม 401,587 คน คิดเป็นร้อยละ 34

    นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ 5 รั้วป้องกันยาเสพติด ด้วยการเตรียมโครงการปราบปรามยาเสพติด เพื่อลดความเดือนร้อนของประชาชน ไปพร้อมๆกับการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้เสพติดด้วย
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ทำให้เยาวชน และคนไทยติดยาเสพติดลดลง
    4.แหล่งที่นักศึกษาได้ข้อมูลมา http://www.pm.go.th/works/anti-drug

     
  79. นายศยายุ รัตนชูศรี รปศ. ปี4หมู่4 รหัส 5117444037

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:12 PM

    นายศยายุ รัตนชูศรี รปศ. ปี4หมู่4 รหัส 5117444037
    1. ชื่อนโยบาย ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง
    2. รายละเอียดของนโยบาย
    -1. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพจากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่มาบตาพุดและอำเภอบ้านฉาง รวมถึงเผยแพร่วิธีป้องกันผลกระทบและวิธีการสร้างเสริมสุขภาพในภาวะมลพิษให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงโดยเร็วและต่อเนื่อง
    -2. ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนและกฎการปฏิบัติการสำหรับป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรม และการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยสารเคมีระดับจังหวัดโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรและประชาชนในพื้นที่
    -3. ให้ คสช. พิจารณาสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพกลไกกลางในการดำเนินงานและความเข้มแข็งของ ภาคประชาชน ได้แก่ การศึกษาแนวทางในการจัดตั้งกลไกผู้ตรวจการสำหรับการป้องกันและแก้ไขผลกระทบทางสุขภาพ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของภาคประชาชน และสนับสนุนภาคประชาสังคมจังหวัดระยอง ติดตามความเคลื่อนไหวทางนโยบายโดยใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง จะได้รับการแก้ไขปัญหาโดยถูกวิธี และประชาชนจะได้รับการสร้างเสริมสุขภาพทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ryt9.com/s/cabt/576575

     
  80. นางสาว กนิจฐา หัสคุณ 5117443001 รปศ หมู่3

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:13 PM

    1.ชื่อนโยบาย : นโยบายและมาตรการสำหรับผู้สูงอายุ
    2.รายละเอียดนโยบาย: รัฐบาลสมัยที่ท่านนายกอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายและมาตรการสำหรับผู้สูงอายุ ระยะยาว(พ.ศ.2535-2554) ไว้ดังต่อไปนี้คือ
    นโยบาย
    • ให้ผู้สูงอายุได้รับบริการพื้นฐานด้านต่างๆ อย่างกว้างขวางและทั่วถึงโดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
    • จัดสวัสดิการสังคมและให้การสงเคราะห์ผู้สูงอายุตามความต้องการและความจำเป็น
    • มาตรการ จัดสวัสดิการทางสังคมให้แก่ผู้สูงอายุในด้านต่างๆ
    1. ด้านสวัสดิการสุขภาพอนามัย
    – ให้การรักษาพยาบาลแบบให้เปล่าแก่ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้น้อย ในสถานพยาบาลของรัฐ
    – ให้ค่าตอบแทนพิเศษและสวัสดิการแก่บุคลากรที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ
    2. ด้านสวัสดิการสาธารณูปโภคในการดำรงชีวิตประจำวัน
    – จัดสำรองที่นั่งพิเศษสำหรับผู้สูงอายุบนรถโดยสารประจำทาง รถไฟ และเรือ
    – ลดอัตราค่าโดยสารรถประจำทาง รถไฟ และเรือ
    – ในที่สาธารณะให้จัดทำราวบันไดทางเดินและราวห้องน้ำสำหรับผู้สูงอาย
    3. ด้านสวัสดิการเกี่ยวกับที่พักอาศัย สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และนันทนาการ
    – ในการสร้างอาคารให้มีการจัดสรรให้มีโครงสร้างที่อำนวยความสะดวกต่อผู้สูงอายุ และให้มีห้อง/เนื้อที่เพิ่มอย่างเหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย
    – จัดบริการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้และ ไม่มีผู้อุปการะ
    – สนับสนุนหน่วยงานเอกชนในการจัดสร้างที่พักอาศัยตามความต้องการ และความเหมาะสมของผู้สูงอายุ
    – จัดบริเวณและอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย และการพักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้สูงอายุ
    – ลดอัตราค่าผ่านประตูในการเข้าชมมหรสพและบันเทิง
    – ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ การบันเทิง และการพักผ่อน หย่อนใจ
    4. ด้านอื่นๆ
    ดำเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีหลักฐานเพื่อสามารถรับสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการทาง
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง :
    1.ผู้สูงอายุได้รับการบริการการรักษาพยาบาลเวลาเจ็บป่วยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลดรายจ่ายของผู้ที่มีรายได้น้อย ได้รับการดูแลมากขึ้น
    2.ในการใช้ชีวิตในสังคมมีความสะดวกสบายมากขึ้น เวลาออกไปข้างนอกเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงกว่าปกติ
    3. มีสถานที่ให้ผู้สูงอายุพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกายและพบปะ กันระหว่างผู้สูงอายุด้วยกัน เปิดโลกกว้างให้แก่ผู้สูงอายุ และมีที่อยู่ให้แกคนที่ไร้ที่อยู่อาศัย
    http://www.cps.chula.ac.th/pop_info/thai/nop7/…/policy53.html

     
  81. ธนพล แสงสด

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:29 PM

    นายธนพล แสงสด รหัส 5117443011
    หลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์ ปี4 หมู่3

    1 ชื่อนโยบาย แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

    2 รายระเอียดของนโยบาย นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ถือได้ว่าร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นนโยบายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งถือเป็นภารกิจจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเข้าเป็นหนี้ในระบบ โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น อันเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมากเกินปกติ เพื่อให้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็นและมีเงินเหลือออมในที่สุด โครงการนี้ยังรวมถึงโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพของผู้มีปัญหาหนี้สินให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง มีการดำรงชีพภายใต้แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมและกระตุ้นประชาชนให้มีการออมเงินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินอันเป็นรากฐานที่สำคัญของครอบครัวและประเทศชาติ
    ปัญหาหนี้นอกระบบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นปัญหาสำคัญถึงขนาดที่รัฐบาลจะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ หรือกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนสำคัญเฉกเช่นปัจจุบันนี้ ซึ่งถ้าหากจะวิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นผลพวงโดยตรงของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ หากเศรษฐกิจภายในประเทศดีพอที่ประชาชนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขในสังคม ก็คงไม่มีใครดิ้นรนสร้างหนี้สินให้กับตนเอง โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าดอกเบี้ยแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่มาก ทั้งนี้ปัญหาหนี้นอกระบบในประเทศไทยได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากมายเพียงใดนั้น คงจะสังเกตได้ ไม่ยาก ทั้งจากจำนวนของแผ่นปลิวโฆษณาขนาดต่างๆ ที่ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือแม้แต่ในหนังสือพิมพ์รายวัน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์กีฬา ปัญหาหนี้นอกระบบเหล่านี้ แท้จริงแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดียิ่ง

    ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการประสานธนาคารในเครือข่ายของรัฐในการเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบพร้อมข้อเสนอเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร่วมดำเนินการในคณะเจรจาประนอมหนี้ในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ได้มีการมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ศอก.นส.) กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) และได้มอบหมายภารกิจให้ธนาคารในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) ไปร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
    ขั้นตอนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบนั้น รัฐบาลเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบผ่านสาขาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ทั่วประเทศ และศูนย์ลงทะเบียนอีก 12 แห่งในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม – 30 ธันวาคม 2552 หลังจากนั้นจะประมวลผลการคัดกรองประเภทลูกหนี้ และสรุปยอดลูกหนี้นอกระบบ โดยความร่วมมือของกรมบัญชีกลาง ในช่วงเดือนมกราคม 2553 เจรจาและประนอมหนี้เพื่อนำลูกหนี้เข้าสู่ระบบ โดยมีคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินระดับจังหวัดและระดับอำเภอ พร้อมธนาคารของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการเจรจา ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2553 ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อของธนาคารภายใต้โครงการนี้ สามารถเริ่มเข้าสู่ระบบในเดือนพฤษภาคม 2553 และในกรณีที่ลูกหนี้มีคุณสมบัติไม่ผ่านหลักเกณฑ์ จะมีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้อีกครั้ง หากยังไม่สำเร็จ จะมีโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป
    ทั้งนี้หลักเกณฑ์การพิจารณาโอนหนี้สำหรับลูกหนี้ เบื้องต้นจะต้องเป็นหนี้นอกระบบที่มีเงินต้นคงค้างไม่เกิน 200,000 บาท และเป็นหนี้ที่เกิดก่อน 19 พฤศจิกายน 2552 ผ่านการเจราจาหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด วงเงินให้กู้ไม่เกิน 200,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ใน 3 ปีแรก สำหรับธนาคารออมสินใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.75 ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาการกู้ ระยะเวลาการผ่อนชำระไม่น้อยกว่า 8 ปี เว้นแต่ผู้กู้สมัครใจทำสัญญากู้น้อยกว่า 8 ปี ผู้กู้สามารถชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยมีหลักประกันการโอนหนี้ กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท ใช้ผู้ค้ำประกัน 1 คน กรณีวงเงินกู้ตั้งแต่ 100,001 – 200,000 บาท ใช้ผู้ค้ำประกัน 2 คนโดยที่ผู้ค้ำประกันจะต้องมีรายได้รวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินกู้ และสำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลักประกันที่เป็นเกษตรกรค้ำประกัน กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท ใช้ผู้ค้ำประกัน 2 คน และวงเงินกู้ตั้งแต่ 100,001 – 200,000 บาท ให้ใช้หนังสือรับรองรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม อย่างน้อย 5 คน

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง นโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล หากจะมองเผินๆ แล้ว เห็นว่าดี มีประโยชน์ต่อประชาชนในระดับรากหญ้าที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ในการที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ภาครัฐที่มีความเป็นธรรม สามารถนำเงินมาเจือจุนให้ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้ต่อไปแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นก็ตาม การแก้ไขปัญหาในแนวทางนี้ของรัฐบาลจะช่วยประชาชนคนที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมจากเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ สามารถกลับมากู้เงินจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ แล้วนำไปปลดหนี้นอกระบบ ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงอย่างมาก และเงินต้นที่ต้องคืน สามารถยืดเวลาออกไปได้ไม่น้อยกว่า 8 ปี แม้จะสามารถกู้ได้รายละ 100,000 – 200,000 บาทก็ตาม ซึ่งถือเป็นการเอาหนี้นอกระบบ เข้าสู่ระบบ แต่ในระยะยาวนั้น การที่ประชาชนนำเงินที่ได้ไป Refinance หนี้เดิม ไม่สร้างหนี้เพิ่ม ชีวิตก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้า Refinance หนี้แล้ว ต่อมากลับไปกู้หนี้นอกระบบอีกเมื่อมีความจำเป็น ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมและอาจจะยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะท้ายสุดแล้วก็จะมีหนี้นอกระบบเท่าเดิม แถมยังมีหนี้ในระบบกับรัฐบาลอีกด้วย ประชาชนก็จะไม่ได้อะไร แต่คนที่ได้กับได้ครั้งนี้ก็คือ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ด้วยเพราะในช่วงที่รัฐเข้ามาช่วยปลดหนี้ เจ้าหนี้ก็ได้เงินที่ปล่อยกู้คืนมา ซึ่งในบางกรณีอาจจะเป็นหนี้เสียไปแล้ว แต่รัฐบาลช่วยจ่ายให้ หลังจากนั้นอีกไม่นาน พอจำเป็นพวกอดีตลูกหนี้ก็จะกลับมาหาเจ้าหนี้นอกระบบอีกครั้ง เพราะได้กู้จากรัฐบาลจนเต็มวงเงินแล้ว และกู้ได้เพียงครั้งเดียว ในขณะที่เจ้าหนี้นอกระบบสามารถกู้ได้ไม่จำกัดครั้ง แต่ลูกหนี้เหล่านี้ก็ยังมีเรื่องที่จำเป็นที่ต้องใช้จ่าย ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่รู้จะพึ่งใคร ท้ายสุดก็ต้องหันหน้าเข้าไปหา “เจ้าหนี้นอกระบบ” อีกครั้ง และท้ายที่สุดโครงการนี้ก็จะกลายเป็นโครงการเพิ่มหนี้ให้กับประชาชนในระยะยาว

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.oknation.net/blog/xcornellian/2009/12/17/entry-1

     
  82. ธนพล แสงสด

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:31 PM

    นายธนพล แสงสด รหัส 5117443011
    หลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์ ปี4 หมู่3

    1 ชื่อนโยบาย แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

    2 รายระเอียดของนโยบาย นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ถือได้ว่าร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นนโยบายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งถือเป็นภารกิจจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเข้าเป็นหนี้ในระบบ โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น อันเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมากเกินปกติ เพื่อให้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็นและมีเงินเหลือออมในที่สุด โครงการนี้ยังรวมถึงโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพของผู้มีปัญหาหนี้สินให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง มีการดำรงชีพภายใต้แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมและกระตุ้นประชาชนให้มีการออมเงินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินอันเป็นรากฐานที่สำคัญของครอบครัวและประเทศชาติ
    ปัญหาหนี้นอกระบบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นปัญหาสำคัญถึงขนาดที่รัฐบาลจะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ หรือกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนสำคัญเฉกเช่นปัจจุบันนี้ ซึ่งถ้าหากจะวิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นผลพวงโดยตรงของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ หากเศรษฐกิจภายในประเทศดีพอที่ประชาชนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขในสังคม ก็คงไม่มีใครดิ้นรนสร้างหนี้สินให้กับตนเอง โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าดอกเบี้ยแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่มาก ทั้งนี้ปัญหาหนี้นอกระบบในประเทศไทยได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากมายเพียงใดนั้น คงจะสังเกตได้ ไม่ยาก ทั้งจากจำนวนของแผ่นปลิวโฆษณาขนาดต่างๆ ที่ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือแม้แต่ในหนังสือพิมพ์รายวัน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์กีฬา ปัญหาหนี้นอกระบบเหล่านี้ แท้จริงแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดียิ่ง

    ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการประสานธนาคารในเครือข่ายของรัฐในการเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบพร้อมข้อเสนอเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร่วมดำเนินการในคณะเจรจาประนอมหนี้ในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ได้มีการมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ศอก.นส.) กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) และได้มอบหมายภารกิจให้ธนาคารในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) ไปร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
    ขั้นตอนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบนั้น รัฐบาลเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบผ่านสาขาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ทั่วประเทศ และศูนย์ลงทะเบียนอีก 12 แห่งในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม – 30 ธันวาคม 2552 หลังจากนั้นจะประมวลผลการคัดกรองประเภทลูกหนี้ และสรุปยอดลูกหนี้นอกระบบ โดยความร่วมมือของกรมบัญชีกลาง ในช่วงเดือนมกราคม 2553 เจรจาและประนอมหนี้เพื่อนำลูกหนี้เข้าสู่ระบบ โดยมีคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินระดับจังหวัดและระดับอำเภอ พร้อมธนาคารของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการเจรจา ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2553 ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อของธนาคารภายใต้โครงการนี้ สามารถเริ่มเข้าสู่ระบบในเดือนพฤษภาคม 2553 และในกรณีที่ลูกหนี้มีคุณสมบัติไม่ผ่านหลักเกณฑ์ จะมีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้อีกครั้ง หากยังไม่สำเร็จ จะมีโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง นโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล หากจะมองเผินๆ แล้ว เห็นว่าดี มีประโยชน์ต่อประชาชนในระดับรากหญ้าที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ในการที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ภาครัฐที่มีความเป็นธรรม สามารถนำเงินมาเจือจุนให้ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้ต่อไปแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นก็ตาม การแก้ไขปัญหาในแนวทางนี้ของรัฐบาลจะช่วยประชาชนคนที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมจากเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ สามารถกลับมากู้เงินจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ แล้วนำไปปลดหนี้นอกระบบ ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงอย่างมาก และเงินต้นที่ต้องคืน สามารถยืดเวลาออกไปได้ไม่น้อยกว่า 8 ปี แม้จะสามารถกู้ได้รายละ 100,000 – 200,000 บาทก็ตาม ซึ่งถือเป็นการเอาหนี้นอกระบบ เข้าสู่ระบบ แต่ในระยะยาวนั้น การที่ประชาชนนำเงินที่ได้ไป Refinance หนี้เดิม ไม่สร้างหนี้เพิ่ม ชีวิตก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้า Refinance หนี้แล้ว ต่อมากลับไปกู้หนี้นอกระบบอีกเมื่อมีความจำเป็น ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมและอาจจะยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะท้ายสุดแล้วก็จะมีหนี้นอกระบบเท่าเดิม แถมยังมีหนี้ในระบบกับรัฐบาลอีกด้วย ประชาชนก็จะไม่ได้อะไร แต่คนที่ได้กับได้ครั้งนี้ก็คือ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ด้วยเพราะในช่วงที่รัฐเข้ามาช่วยปลดหนี้ เจ้าหนี้ก็ได้เงินที่ปล่อยกู้คืนมา ซึ่งในบางกรณีอาจจะเป็นหนี้เสียไปแล้ว แต่รัฐบาลช่วยจ่ายให้ หลังจากนั้นอีกไม่นาน พอจำเป็นพวกอดีตลูกหนี้ก็จะกลับมาหาเจ้าหนี้นอกระบบอีกครั้ง เพราะได้กู้จากรัฐบาลจนเต็มวงเงินแล้ว และกู้ได้เพียงครั้งเดียว ในขณะที่เจ้าหนี้นอกระบบสามารถกู้ได้ไม่จำกัดครั้ง แต่ลูกหนี้เหล่านี้ก็ยังมีเรื่องที่จำเป็นที่ต้องใช้จ่าย ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่รู้จะพึ่งใคร ท้ายสุดก็ต้องหันหน้าเข้าไปหา “เจ้าหนี้นอกระบบ” อีกครั้ง และท้ายที่สุดโครงการนี้ก็จะกลายเป็นโครงการเพิ่มหนี้ให้กับประชาชนในระยะยาว

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.oknation.net/blog/xcornellian/2009/12/17/entry-1

     
  83. ธนพล แสงสด

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:32 PM

    นายธนพล แสงสด รหัส 5117443011 หลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์ ปี4 หมู่3

    1 ชื่อนโยบาย แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
    2 รายระเอียดของนโยบาย นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ถือได้ว่าร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นนโยบายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งถือเป็นภารกิจจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเข้าเป็นหนี้ในระบบ โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น อันเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงมากเกินปกติ เพื่อให้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็นและมีเงินเหลือออมในที่สุด โครงการนี้ยังรวมถึงโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพของผู้มีปัญหาหนี้สินให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง มีการดำรงชีพภายใต้แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมและกระตุ้นประชาชนให้มีการออมเงินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินอันเป็นรากฐานที่สำคัญของครอบครัวและประเทศชาติ
    ปัญหาหนี้นอกระบบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นปัญหาสำคัญถึงขนาดที่รัฐบาลจะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ หรือกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนสำคัญเฉกเช่นปัจจุบันนี้ ซึ่งถ้าหากจะวิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นผลพวงโดยตรงของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ หากเศรษฐกิจภายในประเทศดีพอที่ประชาชนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขในสังคม ก็คงไม่มีใครดิ้นรนสร้างหนี้สินให้กับตนเอง โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าดอกเบี้ยแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่มาก ทั้งนี้ปัญหาหนี้นอกระบบในประเทศไทยได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากมายเพียงใดนั้น คงจะสังเกตได้ ไม่ยาก ทั้งจากจำนวนของแผ่นปลิวโฆษณาขนาดต่างๆ ที่ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือแม้แต่ในหนังสือพิมพ์รายวัน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์กีฬา ปัญหาหนี้นอกระบบเหล่านี้ แท้จริงแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดียิ่ง

    ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันผลักดันโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการประสานธนาคารในเครือข่ายของรัฐในการเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบพร้อมข้อเสนอเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร่วมดำเนินการในคณะเจรจาประนอมหนี้ในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ได้มีการมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ศอก.นส.) กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักในการอำนวยการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) และได้มอบหมายภารกิจให้ธนาคารในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) (ธ.กรุงไทย) ไปร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
    ขั้นตอนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบนั้น รัฐบาลเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบผ่านสาขาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) ทั่วประเทศ และศูนย์ลงทะเบียนอีก 12 แห่งในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม – 30 ธันวาคม 2552 หลังจากนั้นจะประมวลผลการคัดกรองประเภทลูกหนี้ และสรุปยอดลูกหนี้นอกระบบ โดยความร่วมมือของกรมบัญชีกลาง ในช่วงเดือนมกราคม 2553 เจรจาและประนอมหนี้เพื่อนำลูกหนี้เข้าสู่ระบบ โดยมีคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินระดับจังหวัดและระดับอำเภอ พร้อมธนาคารของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการเจรจา ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2553 ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อของธนาคารภายใต้โครงการนี้ สามารถเริ่มเข้าสู่ระบบในเดือนพฤษภาคม 2553 และในกรณีที่ลูกหนี้มีคุณสมบัติไม่ผ่านหลักเกณฑ์ จะมีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้อีกครั้ง หากยังไม่สำเร็จ จะมีโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง นโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล หากจะมองเผินๆ แล้ว เห็นว่าดี มีประโยชน์ต่อประชาชนในระดับรากหญ้าที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ในการที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ภาครัฐที่มีความเป็นธรรม สามารถนำเงินมาเจือจุนให้ดำรงชีพอยู่ในสังคมได้ต่อไปแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นก็ตาม การแก้ไขปัญหาในแนวทางนี้ของรัฐบาลจะช่วยประชาชนคนที่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมจากเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ สามารถกลับมากู้เงินจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ แล้วนำไปปลดหนี้นอกระบบ ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงอย่างมาก และเงินต้นที่ต้องคืน สามารถยืดเวลาออกไปได้ไม่น้อยกว่า 8 ปี แม้จะสามารถกู้ได้รายละ 100,000 – 200,000 บาทก็ตาม ซึ่งถือเป็นการเอาหนี้นอกระบบ เข้าสู่ระบบ แต่ในระยะยาวนั้น การที่ประชาชนนำเงินที่ได้ไป Refinance หนี้เดิม ไม่สร้างหนี้เพิ่ม ชีวิตก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้า Refinance หนี้แล้ว ต่อมากลับไปกู้หนี้นอกระบบอีกเมื่อมีความจำเป็น ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมและอาจจะยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะท้ายสุดแล้วก็จะมีหนี้นอกระบบเท่าเดิม แถมยังมีหนี้ในระบบกับรัฐบาลอีกด้วย ประชาชนก็จะไม่ได้อะไร แต่คนที่ได้กับได้ครั้งนี้ก็คือ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ด้วยเพราะในช่วงที่รัฐเข้ามาช่วยปลดหนี้ เจ้าหนี้ก็ได้เงินที่ปล่อยกู้คืนมา ซึ่งในบางกรณีอาจจะเป็นหนี้เสียไปแล้ว แต่รัฐบาลช่วยจ่ายให้ หลังจากนั้นอีกไม่นาน พอจำเป็นพวกอดีตลูกหนี้ก็จะกลับมาหาเจ้าหนี้นอกระบบอีกครั้ง เพราะได้กู้จากรัฐบาลจนเต็มวงเงินแล้ว และกู้ได้เพียงครั้งเดียว ในขณะที่เจ้าหนี้นอกระบบสามารถกู้ได้ไม่จำกัดครั้ง แต่ลูกหนี้เหล่านี้ก็ยังมีเรื่องที่จำเป็นที่ต้องใช้จ่าย ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่รู้จะพึ่งใคร ท้ายสุดก็ต้องหันหน้าเข้าไปหา “เจ้าหนี้นอกระบบ” อีกครั้ง และท้ายที่สุดโครงการนี้ก็จะกลายเป็นโครงการเพิ่มหนี้ให้กับประชาชนในระยะยาว

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.oknation.net/blog/xcornellian/2009/12/17/entry-1

     
  84. นายเกียรติศักดิ์ แสงสุวรรณ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443004

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:34 PM

    1. ชื่อนโยบาย ชมชนพอเพียง
    2.รายละเอียดของนโยบาย นโยบายเร่งด่วนเพื่อการสร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานย่อยที่สุดในหน่วยการปกครองผ่าน “”ชุมชน”” โดยการจัดตั้ง “”โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน(ศพช.)”” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “”โครงการชุมชนพอเพียง”” เพื่อให้ทุกชุมชนมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณภาครัฐอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็มุ่งให้ประชาชนทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนา ศักยภาพของตนเองผ่านรูปแบบการประชาคม ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแนวทางการดำรงชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ประชาชนชาวไทย เพื่อเตือนสติคนไทยในการใช้ชีวิตแบบ “”พอเพียง พอกิน พอใช้”” ก่อนจะพัฒนาไปสู่การ “”กินดีอยู่ดี”” และก้าวไปสู่ “”ความมั่งมีศรีสุข”” ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) โดยแบ่งชุมชนออกเป็น 7 ขนาด ดังนี้

    – ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 1-50 คน ได้เงิน 1 แสนบาท
    – ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 51-150 คน ได้เงิน 2 แสนบาท
    – ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 151-250 คน ได้เงิน 3 แสนบาท
    – ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 251-500 คน ได้เงิน 4 แสนบาท
    – ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 501-1,000 คน ได้เงิน 5 แสนบาท
    6. ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 1,001-1,500 คน ได้เงิน 6 แสนบาท
    7. ชุมชนที่มีชื่อชาวบ้านตามทะเบียนบ้าน 1,500 คน ขึ้นไป ได้เงิน 7 แสนบาท

    ทั้งนี้ชุมชนพอเพียงมีตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ 3 ด้าน คือ

    – ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมคิด-ร่วมทำ ร่วมพัฒนาชุมชน ให้มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน
    – มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
    – การจัดสรรงบประมาณ กระจายงบประมาณให้ชุมชนโดยตรงครบทุกชุมชน
    3. ผลที่เกิด ทั่วประเทศมีชุมชนที่ผ่านการอนุมัติทั้งสิ้น 35,059 ชุมชน จากทั้งหมด 79,427 ชุมชน และโอนเงินไปให้ชุมชนเหล่านี้แล้ว 11,948 ชุมชนรวมเป็นเงิน 9,528 ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่ที่ดำเนินการเป็นโครงการเกี่ยวกับการเกษตร อาทิ การผลิตปุ๋ย ยุ้งฉาง ลานตาก นอกจากนี้ ยังมีโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและต้นน้ำ โครงการเกี่ยวกับพลังงานทดแทน ทั้งในส่วนของไบโอดีเซล ไฟฟ้าพลังลม และการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ ล่าสุดแม้จะมีอุปสรรคบ้างจากความคลาดเคลื่อนในการจัดสรรงบประมาณไม่ตรงตาม ความต้องการของคนในหมู่บ้านบ้าง นายกอร์ศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการได้ดำเนินการเข้าแก้ไขเพื่อให้ประชาชน ได้รับความเป็นธรรม และได้รับประโยชน์สูงสุดจากเงินจัดสรรตามแต่ละโครงการแล้ว
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/works/chumchon

     
  85. นางสาว ธัญญธร นิลนนท์

    มิถุนายน 22, 2011 at 9:54 PM

    นางสาวธัญญธร นิลนนท์ รปศ. ปี 4 หมู่ 3 รหัส 5117443013

    1. ชื่อนโยบาย ลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจนผ่านสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร

    2.รายละเอียดของนโยบาย ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกรและปัจจุบันมีปัญหาด้านหนี้สิน ซึ่งรัฐบาล มีนโยบายที่จะพักหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจน ที่ผ่านกระบวนการจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง ซึ่งนโยบายดังกล่าว เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วน ที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ตามคำแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ที่สำคัญต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 ประกอบกับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการเงินทุนเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจรากหญ้า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551 ตามโครงการฟื้นฟูและ พักหนี้เกษตรกรรายย่อยและยากจนให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. แต่ยังมีเกษตรกรรายย่อยและยากจนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และมีปัญหาด้านหนี้สินพอสมควรได้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรเหล่านี้ได้กู้ยืมเงินจากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเพื่อนำไปลงทุนประกอบอาชีพทางการเกษตรเช่นเดียวกัน

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง คือ เกษตรกรไม่น้อยกว่า 950,000 ครอบครัวจะได้รับการลดภาระหนี้ลงโดยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 2 ปี และเกษตรกรมีโอกาสในการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีขีดความสามารถในการชำระหนี้และอาจจะไม่กลับมาเป็นหนี้อีกต่อไป

    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://webhost.cpd.go.th

     
  86. นางสาวเชิญจุติ วงษ์ปัตตา รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441012

    มิถุนายน 22, 2011 at 10:06 PM

    นางสาวเชิญจุติ วงษ์ปัตตา รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441012

    1. ชื่อนโยบาย ป่าไม้แห่งชาติ
    2. รายละเอียดของนโยบาย เพื่อให้การจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ สามารถกระทำ โดยต่อเนื่องในระยะยาวและประสานสอดคล้องกับ การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติชนิดอื่น จึงสมควรกำหนด นโยบายการ ป่าไม้แห่งชาติไว้ให้เป็นการแน่นอน เพื่อให้ ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มีความ เข้าใจร่วมกันและถือเป็นแนวทางปฏิบัติ อัน จะทำให้การพัฒนา ป่าไม้เป็นไปอย่างราบรื่น และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดัง นี้
    1. ให้มีการกำหนดแนวทางการ จัดการและการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ ในระยะยาวอันจะ ทำให้ประเทศได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าทาง สังคม เศรษฐกิจ ความมั่นคงและ สิ่งแวดล้อมมากที่สุด โดยเน้นให้มีการประสานกันระหว่างทรัพยากรป่า ไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่น
    2. ส่งเสริมบทบาท และหน้าที่ของส่วนราชการต่างๆ และภาคเอกชนให้มี ส่วนรับผิดชอบในการจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ ร่วมกัน
    3. ปรับปรุงระบบการบริหารงาน ป่าไม้ของชาติให้สอดคล้องกับปริมาณคุณภาพและสภาพ ทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
    4. กำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อยใน อัตราร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศเพื่อประโยชน์ 2 ประการ ดังนี้
    4.1 ป่าเพื่อการอนุรักษ์ กำหนดไว้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่หายากและป้องกันภัยธรรมชาติอันเกิด จากน้ำท่วมและการพังทลายของดิน ตลอดทั้ง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย และนันทนาการของประชาชนใน อัตราร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ
    4.2 ป่าเพื่อเศรษฐกิจ กำหนดไว้เพื่อการผลิตไม้และ ของป่าเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ
    5. รัฐ และภาคเอกชน จะพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ และจะจัดการพัฒนาให้อำนวยประโยชน์ทั้งในทางตรง และทางอ้อมโดยสม่ำเสมอตลอดไป
    6. ให้เพิ่มการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตรเพื่อลดการทำลาย พื้นที่ป่าไม้
    7. เพื่อก่อให้เกิดการประสาน การใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ชนิดอื่นๆ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ และทรัพยากรธรณี รวมทั้งเพื่อก่อให้เกิดการประสานความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานของรัฐกับ ภาคเอกชนและประชาชนในท้องถิ่น รัฐจะจัดให้ มีแผนพัฒนาป่าไม้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผน พัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติโดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ
    8. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ด้วย การจัดการป่าไม้ทั้งในระบบวิวัฒน์แบบเลือกตัด และระบบวิวัฒน์แบบตัดหมด ตามหลักวิชาการ โดย เฉพาะในระบบตัดหมดนี้ เมื่อตัดแล้วให้ปลูก ทดแทนในพื้นที่ที่ถูกตัดทันที
    9. เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และการป้องกันภัยอันเกิดจากสิ่งแวดล้อมรัฐจะต้องเร่งรัดปรับปรุงการวางผังเมืองและกำหนดพื้นที่ป่าไม้ให้แน่นอนเพื่อกำหนดเขตการใช้ ประโยชน์ที่ดิน สำหรับเป็นพื้นที่ที่ อยู่อาศัย พื้นที่ประเภทชนบทและพื้นที่เกษตรกรรมในแต่ละ จังหวัดที่แน่นอนเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้
    10. การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายป่าไม้ระดับ ชาติให้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
    11. เพื่อเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้สึก รักและหวงแหน รู้จักใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างประหยัด รัฐจะต้องให้ความรู้ ทัศนคติ ความสำนึก ความรู้สึก และทักษะ แก่ ประชาชนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่จะได้ รับจากทรัพยากรป่าไม้และผลเสียจากการตัดไม้ ทำลายป่า การใช้สอยไม้อย่างฟุ่มเฟือย จัดให้มี การเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจ แก่ประชาชน เกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ที่มีต่อส่วนรวม
    12. ให้มีการพัฒนาด้านป่าไม้ โดย ส่งเสริมการปลูกป่าภาคเอกชนและภาครัฐบาลเพื่อ ใช้ภายในประเทศ เพื่อประโยชน์ในการอุตสาหกรรม และสนับสนุนให้มีการส่งออกไป จำหน่ายต่างประเทศ ส่ง เสริมการปลูกป่าชุมชน ส่งเสริมการปลูกป่าใน ที่ดินของรัฐ และการปลูกป่าตามหัวไร่ปลาย นา หรือการปลูกป่ารายย่อยเพื่อประโยชน์ใช้สอย ใน ครัวเรือน
    13. สนับสนุนให้มีโรง งานอุตสาหกรรมแบบต่อเนื่องและโรงงานเยื่อกระดาษ เพื่อ นำทุกส่วนของไม้มาใช้ประโยชน์และส่งเสริม ให้มีการใช้วัสดุอื่นทดแทนไม้
    14. ให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพื่ออำนวยผล ให้การรักษาและเพิ่มทรัพยากรป่าไม้และการตัดฟัน ไม้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    15. การดำเนินการวิจัยด้านป่าไม้ ให้กรมป่าไม้ขอความ ร่วมมือจากมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาระดับสูงต่างๆ แทนการตั้งสถาบันวิจัยป่าไม้ระดับชาติ
    16. เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง จึงให้มี การใช้ไม้เพื่อพลังงาน โดยให้มีการปลูกป่า เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน
    17. กำหนดพื้นที่ที่มี ความลาดชันโดยเฉลี่ย 35 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป ไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้โดยไม่อนุญาตให้มีการออกโฉนดหรือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
    18. กำหนดแนวทางปฏิบัติงานที่แน่นอนชัดเจนเกี่ยว กับการแก้ปัญหาการทำลายป่าในรูปแบบต่างๆ เช่น การทำไร่เลื่อนลอย ภัยจากไฟป่า การ ทำลายป่าจากชนกลุ่ม น้อย การรุกล้ำพื้นที่ป่าจากเชิง เขา โดยให้มีการกำหนดมาตรการและขั้นตอน ที่แน่นอนชัดเจน เกี่ยวกับการปราบปรามและการ ลงโทษผู้กระทำผิด รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ รวมการปราบปรามในแต่ละภาคและให้มี มาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอิทธิพล และผู้กระทำผิดไว้เป็นหลักในการปฏิบัติงาน ของหน่วยราชการและภาคเอกชน
    19. กำหนดให้ มีสิ่งจูงใจในการส่งเสริมการปลูกป่า ภาคเอกชน
    20. กำหนดให้มีการวางแผน ทรัพยากรมนุษย์ และการตั้งถิ่นฐานในท้องถิ่น ให้ สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง คือ นโยบายป่าไม้แห่งชาติเป็นนโยบายที่ดีและเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันเพราะปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ของไทยเข้าขั้นวิกฤติ ด้วยเหตุนี้เอง นโยบายป่าไม้แห่งชาติ จึงได้รับความสนใจจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ในส่วนของภาครัฐเห็นว่า ป่าไม้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีพของมนุษย์และการคงอยู่ของสิ่งแวดล้อมต่างๆ จากการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ในทุกส่วนของโลกหรือของประเทศไทย ทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงการสูญเสียและผลที่ได้รับจากการอนุรักษ์ป่าไม้ จึงก่อให้เกิดโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้อย่างต่อเนื่อง เช่น การปลูกป่า การรักษาต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จเพราะการนำนโยบายไปจัดทำเป็นโครงการที่ปฏิบัติกันต่อเนื่องมีการปลูกป่าเพิ่มมากขึ้น ผลที่ได้คือป่าไม้เพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อมก็ดีตามด้วย
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา
    http://www.forest.go.th/forestfarm1/farm/web/index.php?option=com_content&view=article&id=304&Itemid=413&lang=th

     
  87. นายอัครเดช กำจัดภัย

    มิถุนายน 22, 2011 at 10:23 PM

    นายอัครเดช กำจัดภัย รปศ. ปี 4 หมู่ 2 รหัส 5117442052

    1. ชื่อนโยบาย ปรับราคาค่าโดยสารทางเรือ
    2. รายละเอียดของนโยบาย นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดี กรมเจ้าท่า ในฐานะประธานคณะกรรมการเรือประจำทาง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. คณะกรรมการเรือประจำทางได้อนุมัติให้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารเรือสาธารณะ ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยาทุกประเภท และ เรือด่วนคลองแสนแสบ อีกระยะ ละ 1 บาท และปรับขึ้นค่าโดยสารเรือข้ามฟากอีก 0.50 บาท จำนวน 3 ท่า ประกอบด้วย ท่าเรือสี่พระ ยา-คลองสาน, ท่าเรือสะพานสาธร- เป๊บซี่ และท่าเรือพระสมุทรเจดีย์ปากน้ำ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2554 เป็นต้นไป
    ทั้งนี้ การพิจารณาขึ้นค่าโดยสารดังกล่าวเป็นไปตามกรอบของราคาค่าน้ำมันที่ 29-33 บาทต่อลิตร และผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้นจริงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น สำหรับอัตราค่าโดยสารใหม่ ประกอบด้วย เรือด่วนเจ้าพระยาธงประจำทางปรับค่าโดยสารเป็น 10-14 บาท, เรือด่วนพิเศษธงส้มเก็บ 15 บาทตลอดสาย, เรือด่วนพิเศษธงเหลืองเก็บ 19 บาท และ 28 บาทตลอดสาย, เรือด่วนพิเศษธงเขียวเก็บ 13 บาท, 20 บาท และ 32 บาทตลอดสาย
    ส่วนเรือคลองแสนแสบปรับ เป็น 10-20 บาท ขณะที่เรือข้ามฟาก ท่าเรือสี่พระยา-คลองสาน ปรับขึ้นเป็น 3.50 บาท, ท่าเรือสะพานสาธร-เป๊บซี่ ปรับเป็น 3.50 บาท และท่าเรือพระสมุทรเจดีย์-ปากน้ำ เก็บ 4 บาท ส่วนท่าอื่นๆ ยังเก็บอัตราเดิม
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ประชากรในเขตกรุงเทพฯ ไม่ค่อยพอใจกับการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารทางเรือนัก เพราะประชานชนไม่พร้อมที่จะรับมือกับค่าโดยสารมากนัก ทั้งนี้เกิดมาจากประชาชนเคยชินกับค่าโดยสารเดิมมาเป็นเวลานาน
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.ryt9.com/s/tpd/1157912

     
  88. นายโรจนศักดิ์ โพธิ์ทวี

    มิถุนายน 22, 2011 at 10:32 PM

    นายโรจนศักดิ์ โพธิ์ทวี รปศ. ปี 4 หมู่ 2 รหัส 5117442034

    1. ชื่อนโยบาย ตรึงดีเซล 30 บาท ลดภาษีสรรพสามิตแทนกองทุนน้ำมัน
    2. รายละเอียดของนโยบาย รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบาย “ตรึงราคาน้ำมันดีเซล” มาเป็นเวลานานแล้ว โดยแต่เดิมใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน (ซึ่งกินส่วนต่างเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่ำกว่าราคาที่ตรึง) แต่เมื่อราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนให้หลัง เงินจากกองทุนน้ำมันก็หมดลง

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีอาวุธอื่นๆ ให้ใช้ต่อสู้กับราคาน้ำมันอยู่ นั่นคือ “ภาษีสรรพสามิต” ที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งเข้าคลังเพื่อเป็นงบประมาณแผ่นดินนั่นเอง
    ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5.70 บาท

    ในการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีฯ คลัง และรัฐมนตรีฯ พลังงาน เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2554 ได้มีมติว่ารัฐบาลจะปรับลดภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซลลงทีเดียว 5.70 บาท มาเหลือ 0.005 บาทเป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 30 บาท และน่าจะมีผลได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2554

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่าการตรึงราคาน้ำมันดีเซลมีจุดประสงค์เพื่อกดไม่ให้ค่าใช้จ่ายและต้นทุนสินค้าจากการขนส่งสูงขึ้น และปฏิเสธว่าการขยายเพดานราคาน้ำมันขึ้นอีก 1-2 บาทไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ขอให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งตรึงราคาค่าโดยสารมาก่อนแล้ว

    การปรับลดภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลสูญเงินรายได้ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งนายอภิสิทธิ์ระบุว่าจะใช้ “งบกลาง” ที่เกิดจากการเก็บภาษีเกินกว่าที่คาดหมายมาใช้สนับสนุนงบประมาณแผ่นดินแทน ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีไม่กระทบกับงบประมาณปี 2555 นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังยกตัวอย่างการใช้เงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาดีเซลในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ขาดทุนประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาทมาเปรียบเทียบ

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าโดยสาร
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มาhttp://www.siamintelligence.com/diesel-oil-tax-reduce/

     
  89. นายธนภูมิ เพ็ชรประเสริฐ

    มิถุนายน 23, 2011 at 12:24 AM

    นายธนภูมิ เพ็ชรประเสริฐ รปศ. ปี 4 หมู่ 2 รหัส 5117442011
    1. ชื่อนโยบาย ธงฟ้าช่วยประชาชน
    2. รายละเอียดของนโยบาย เพื่อช่วยเหลือภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่เกษตรกร รัฐบาลได้จัดงานจำหน่ายสินค้า “ธงฟ้าราคาประหยัด” ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและสินค้าด้านการเกษตร ในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไปร้อยละ 20 – 40 โดยมีการจัดงานกระจายทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวม 245 ครั้ง สามารถลดรายจ่ายของประชาชนได้ร้อยละ 20 – 40 หรือประมาณ 707 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังส่งเสริมร้านอาหารมิตรธงฟ้า ร้านอาหารธงฟ้า และรถเข็นธงฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในการซื้อสินค้าอาหารสำเร็จรูป ที่มีปริมาณและคุณภาพเหมาะสมกับราคา (หน่วยละ 12.50 – 25.00 บาท) จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,186 ร้านทั่วประเทศ
    การกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภค – บริโภค และบริการที่มีความจำเป็นในการดำรงชีพ อาทิ น้ำมันพืชและยารักษาโรค นม ข้าวหอมมะลิ ผลซักฟอก ยาสีฟัน โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการกำกับดูแลราคาเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้บริโภค รวมทั้งไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยการตั้งราคาที่ไม่สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ประชาชนสามารถซื้อของได้ในราคาที่ถูกลง และลดค่าของชีพของประชาชนได้ส่วนหนึ่ง
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/works/blue-flag

     
  90. นายธนพนธ์ เพ็ชรประเสริฐ

    มิถุนายน 23, 2011 at 12:28 AM

    นายธนพนธ์ เพ็ชรประเสริฐ รปศ. ปี 4 หมู่ 2 รหัส 5117442010
    1. ชื่อนโยบาย ส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
    2. รายละเอียดของนโยบาย เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจแก่ อสม. ในการปฏิบัติงานอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพรัฐบาลจึงได้ให้มีสวัสดิการค่าตอบแทน (ค่าป่วยการ) แก่ อสม. ทั่วประเทศจำนวน 987,019 คน ในอัตราคนละ 600 บาทต่อเดือน
    ได้ทำการจ่าค่าตอบแทนครั้งแรก มีอสม. มารับค่าตอบแทนทั้งสิ้น 984,810 คน คิดเป็นร้อยละ 99.78 ของจำนวน อสม.เป้าหมาย เป็นเงินจำนวน 590.88 ล้านบาท และเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2552 ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อจ่ายค่าตอบแทนแก่ อสม. ไปแล้วรวมกว่า 1,796 ล้านบาท
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง สามารถสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจให้กับ อสม. ในการปฏิบัติงานมากขึ้น ทั้งนี้ อสม.ถือเป็นกำลังหลักสำคัญในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขมูลฐาน และการปฏิบัติหน้าที่ในการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพ และโรคที่เกิดขึ้นในชุมชน ให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th/works/health-volunteer

     
  91. นางสาวมีนรยา ภิรมย์เปรม

    มิถุนายน 23, 2011 at 7:50 AM

    นางสาว มีนรยา ภิรมย์เปรม รปศ. ปี4 หมู่ 3 รหัส 5117443030

    1. ชื่อนโยบาย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

    2. รายละเอียดของนโยบาย เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทนการทำงานหนักมาตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเติมจากลุ่มผู้สูงอายุที่เคยได้รับการช่วยเหลือแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 เป็นต้นไป โดยจ่ายให้ในอัตราคนละ 500 บาทต่อเดือน

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายบไปปฏิบัติจริง ทำให้ผู้สูงอายุเกือบ 6 ล้านคนทั่วประเทศ มีหลักประกันรายได้และมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ หรือโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เป็นหนึ่งในโครงการรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชนภายใต้การรับผิดชอบ ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ และผ่านกลไกคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ว่าด้วยเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ พ.ศ.2552 โดยมีนายกฯเป็นประธานนอกจากนี้ ยังมีการขยายเพดานการกู้ยืมเงินกองทุนผู้สูงอายุจาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท โดยได้ออกประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุ เรื่องหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขอื่น ที่ให้การสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนผู้สูงอายุ ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552อย่างไรก็ดีรัฐบาลยังอยู่ในช่วงติดตามผลสำรวจสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ใน สถานสงเคราะห์ว่าจะมีการจัดจ่ายเบี้ยยังชีพด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อไป

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.pm.go.th

     
  92. นายเกีนายเกียรติศักดิ์ นิลเกษม รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441003

    มิถุนายน 23, 2011 at 7:53 AM

    นายเกียรติศักดิ์ นิลเกษม รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441003
    ชื่อนโยบาย นโยบายกระทรวงมหาดไทย : Policy of the Ministry of Interior
    “ปกป้องสถาบัน
    โดย
    นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมานฉันท์คนในชาติ”

    รายละเอียดของนโยบาย
    การปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ
    ขอให้ยึดถือเป็นภารกิจหลักของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบัพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ และเทิดทูนไว้เหนือสิ่งอื่นใด ทุกหน่วยงานทุกคน จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ช่วยกันปกป้อง และช่วยกันกำจัดสื่อและบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นอันตราย เป็นภัยต่อสถาบันหลักของชาติ และต้องรณรงค์ให้ประชาชนเข้าเป็นแนวร่วมธำรงรักษาสถาบันหลักของชาตินี้ให้ยั่งยื่นนานตลอดไป

    กระทรวงมหาดไทย จะต้องยึดถือ ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการทำงานหรือเป็นหัวใจของการปฏิบ้ติงาน
    งานทุกงานของกระทรวงมหาดไทย จะต้องเป็นไปเพื่อรับใช้และให้บริการประชาชนโดยให้คำนึงถึงความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก และนำปัญหาของพี่น้องประชาชน มาเป็นโจนทย์ในการจัดทำโครงการ แผนงาน และแนวทางการทำงาน
    การยึดถือประชาชน เป็นศูนย์กลางหรือเป็นหัวใจของการทำงานจะต้องครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติการดำเนินชีวิตประจำวัน มิติทางเศรษฐกิจ มิติทางธุรกิจ มิติทางสังคม มิติทางประเพณี วัฒนธรรม และมิติการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์เป็นประมุข
    การดำเนินโครงการในระดับหมู่บ้าน
    เช่น SML หรือกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ต้องยึดหลักการ “งบประมาณของประชาชน” คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้นำเสนอ พิจารณา ตัดสินใจใช้เงินกันเองตามความต้องการของประชาชน ชุมชน อย่างแท้จริง ในลักษณะ “คิดเอง ทำเอง รับผิดชอบเอง” โดยข้าราชการกระทรวงมหาดไทย จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบการใช้เงิน และไม่ผิดขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น จะต้องไม่เข้าไปชี้นำ ครอบงำ หรือตัดสินใจแทนประชาชน
    กระทรวงมหาดไทย ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันภัยพิบัติทางเศรษฐกิจของประเทศ
    นอกเหนือจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยพิบัติจากอุบัติเหตุ ภัยพิบัติอันเกิดจากมนุษย์ ซึ่งเป็นภารกิจเดิม ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โรงงานเลิกจ้างคนงาน ธุรกิจการเงินนอกระบบแพร่ระบาด หลอกลวงฉ้อโกงประชาชน เศรษฐกิจในชุมชนถูกแทรกแซง ประชาชนมีรายได้ลดลงไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในท้องถิ่นในชนบท ในพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยมีเครือข่ายรับผิดชอบอยู่แล้ว แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ต้องถือว่าภารกิจของกระทรวงมหาดไทย มีความครอบจักรวาล ซึ่งไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ในรูปแบบใด สุดท้ายกระทรวงมหาดไทยโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น ทั้งเรื่องราคาสินค้าเกษตร การเลิกจ้าง การชุมนุม ประท้วง ปิดถนน การฉ้อโกงประชาชน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย จึงควรเข้าไปเกาะติดสถานการณ์ตั้งแต่ต้น เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นแล้ว จึงตามแก้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแกนหลักในการติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยพิบัติทางเศรษฐกิจให้รัฐบาลทราบล่วงหน้า ในทุก ๆ กรณี โดยขอให้แจ้งเป็นประจำ เช่นเดียวกับการรายงานสถานการณ์ทั่วไปที่ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยงานรัฐบาลได้มากในภาวะที่ประเทศไทยและประชาชนกำลังจะต้องฝ่าภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นในปีนี้ การส่งเสริมอาชีพผลิตสินค้า OTOP
    ขอให้ส่งเสริมอาชีพควบคู่กับการส่งเสริมการตลาด และส่งเสริมการจำหน่ายด้วย ต้องทำให้ครบวงจร การส่งเสริมอาชีพจะต้องคำนึงถึงผลประกอบการในเชิงธุรกิจ และความเป็นไปได้ทางการตลาด ศักยภาพในการทำกำไร โครงการใดที่ส่งเสริมอาชีพแล้ว กลับเป็นภาระให้ประชาชน ทำให้ประสบภาวะขาดทุน ไม่มีตลาดรองรับ ขอให้เลิกทั้งหมด ไม่ให้โยนภาระให้หน่วยงานอื่นมารับปัญหาที่เขาไม่ได้ก่อขึ้นอย่างเด็ดขาด
    การออกเอกสารสิทธิที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน
    ต้องตรวจสอบและดำเนินการให้ความเป็นธรรมทั้งกับประชาชนและกับรัฐ ต้องเร่งรัดตรวจสอบ ออกเอกสารสิทธิ และตอบคำถามประชาชนได้ชัดเจน จะต้องตอบได้ทุกกรณีว่า “ป่ารุกคน หรือ คนรุกป่า” เพื่อยุติปัญหาให้ได้ หากตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ชอบธรรม ต้องกล้าเพิกถอน แต่หากพบว่าถูกต้องตามกฎหมายต้องกล้าออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก

    การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
    ขอให้ทุกหน่วยงานยึดแนวทางพระราชดำรัส “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวทางในการดำเนินงานควบคู่ไปกับการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการเสริมสร้างอาชีพ และรายได้ให้แก่ประชาชน ชักชวนให้ประชาชนสนใจการประกอบอาชีพ ดูแลครอบครัว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเป็นผู้นำที่กลมกลืนกับประชาชน เข้าใจ เข้าถึง ปัญหาของประชาชน ไม่ทำตัวให้แปลกแยกแตกต่าง

    การบริการประชาชน
    ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกท่าน จัดตั้ง “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เป็นหน่วยให้บริการประชาชนเคลื่อนที่ เข้าไปให้บริการงานของกระทรวงมหาดไทยทุกเรื่องถึงหมู่บ้าน ถึงบ้านของประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ผู้ใช้บริการไม่ต้องมาพบเจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน และทำให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน เช่น ไปตั้งหน่วยบริการในงานเทศกาล งานประเพณีต่าง ๆ ของชุมชน บริการนี้ จะมีทั้งงานบริการของส่วนราชการทุกหน่วยงาน และรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่อยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็น งานทะเบียนราษฎร์ งานโยธา งานที่ดิน งานไฟฟ้า งานประปา จะรวมอยู่ด้วยกันใน “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เป็นบริการแบบ One Stop Service และให้ออกบริการประชาชนได้ ตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นไป เป็นประจำทุกสัปดาห์

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปติบัติจริง นโยบาย ปกป้องสถาบัน สมานฉันท์คนในชาติ เป็นโยบายที่ได้ตอบสนองความต้องการของวัตถุประสงค์ตามที่ได้กำหนดนโยบายไว้ได้แล้วบางส่วนตามรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นซึ่งประเทศไทยได้พบเจอกับปัญหาต่างๆมากมายจึงส่งผลให้การนำนโยบายไปปฏิบัติไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรทำให้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีแต่ไม่ถึงกับดีมาก

    แหล่งที่มา http://www.moi.go.th

     
  93. นายจีรวัฒน์ บุญเหลือ รปศปี4 หมู่ 1 รหัส 5117441007

    มิถุนายน 23, 2011 at 8:34 AM

    นายจีรวัฒน์ บุญเหลือ เลขที่ 7 รปศปี 4 หมู่ 1
    ชื่อนโยบาย เรียนฟรี15ปี
    รายละเอียดของนโยบาย เป็นสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้เพื่อสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาในการพัฒนาคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ประกอบกับนโยบายการพัฒนาการศึกษาของ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สานต่อการดำเนินงานโครงการอย่างจริงจังต่อเนื่อง และมุ่งเน้นให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการดำเนินโครงการให้พร้อมก่อนเปิดภาคเรียน โดยเฉพาะหนังสือเรียนต้องมีให้ครบเมื่อเปิดภาคเรียน
    ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นปีที่สองที่รัฐบาลดำเนินนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ให้กับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 (อายุ 3 ขวบ) จนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยปีนี้เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “เรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรร
    งบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 73,494.5183 ล้านบาท และจัดเตรียมงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 77,121.6966 ล้านบาท
    โดยมีการจัดอุดหนุนใน 5 รายการ คือ
    1. ค่าเล่าเรียนอุดหนุนรายหัว

    2. ค่าหนังสือเรียน

    3. ค่าเครื่องแบบนักเรียน

    4. ค่าอุปกรณ์การเรียน

    5. ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
    ในส่วนของหนังสือเรียนตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพนั้น รัฐบาลมีนโยบายให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพทุกคนได้รับการแจกหนังสือเรียนแทนการยืมเรียน เนื่องจากนักเรียนต้องเก็บไว้อ่านเพื่อเตรียมสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการ เพื่อให้การศึกษาได้ครอบคลุมปวงชนทั้งหมด สำหรับการเรียนฟรีนั้น หมายถึงการอุดหนุนที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกคนควรจะได้รับบริการการศึกษา
    ขณะเดียวกัน นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีเจตนารมณ์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการเสริมสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับผู้เรียน จึงกำหนดให้มีโครงการที่เป็นนโยบายหลักเข้ามาเสริมเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ใน 4 เรื่อง คือ การพัฒนาครู การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา การพัฒนาโรงเรียนดีและการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน กระบวนการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล
    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง
    ลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และทำให้นักเรียนที่ยากจนมีโอกาสเรียนได้ในระดับสูงขึ้น ยังช่วยพัฒนาโรงเรียนให้ดีและพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพมากขึ้น
    แหล่งที่มา http ://www.chinnaworn.com/

     
  94. จิระเดช เขียวขจี

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:11 AM

    นายจิระเดช เขียวขจี รปศ.ปี4 หมู่2 รหัส 5117442006
    1.นโยบายเสริมสร้างสังคมเข้มแข็ง สมัยรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิน ชินวัตร
    รัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544

    o
    นโยบายเร่งด่วน : เร่งจัดตั้งสถานบำบัดผู้ติดยาเสพติดควบคู่ไปกับการปราบปรามและป้องกัน

    นโยบายเสริมสร้างสังคมเข้มแข็ง
    รัฐบาลจะพัฒนาคนให้สมบูรณ์ทั้งร่ายกายจิตใจและสติปัญญา รวมทั้งเสริมสร้างสังคมให้เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมคุณภาพ สังคมคุณธรรม และสังคมทีสมดุลย์

    2.รายละเอียดของนโยบาย ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
    รัฐบาลจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภายใต้นโยบายระยะเร่งด่วน โดยหลักการป้องกันนำหน้าการปราบปราม ผู้เสพต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าต้องได้รับการลงโทษโดยเด็ดขาด ดังนี้
    (1) เข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างกระบวนการพิเศษ เพื่อควบคุมและปราบปรามผู้ค้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและ การค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด รวดเร็วและเป็นธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษสูงสุดกับข้าราชการการเมืองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้รางวัลและการคุ้มครองเป็นพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ให้ ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติด
    (2) ควบคุมการนำเข้าสารเคมีที่อาจนำไปสู่การผลิตยาเสพติดอย่างเข้มงวดและ เสริมสร้างกลไกของภาครัฐและมาตรการทางกฎหมายให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีในการผลิตยาเสพติด
    (3) สร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและนานาประเทศ เพื่อควบคุมและกำจัดแหล่งผลิต และเครือข่ายการจำหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ
    (4) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการบำบัดรักษา และการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสพยาเสพติดโดยให้ผู้ติดยาเสพติด สามารถเข้ารับการบำบัดและฟื้นฟูสภาพได้ทันที โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะจัดให้มีระบบการบริการบำบัดการฟื้นฟู การฝึกอบรมด้านอาชีพ และการปรับสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้เสพยาเสพติดอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เสพสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุข

    3. ผลของการที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ลดจำนวนยาเสพติดที่แพร่ระบาดลงไปได้อย่างรวดเร็ว ลดปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับยาเยพติด
    4.แหล่งข้อมูล http://www1.oncb.go.th/document/p1-solution01.htm

     
  95. นางสาวสิริมา ขุนหมื่น

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:29 AM

    นางสาวสิริมา ขุนหมื่น 5117442042 ปี4 หมู่2
    1. ชื่อนโยบาย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง
    2. รายละเอียดของนโยบาย เป็นงานก่อสร้างโครงสร้างยกระดับ (ส่วนตะวันออก) สัญญาที่ 1 เป็นโครงการของรัฐบาลที่ ดำเนินการขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ที่พักอาศัยอยู่บริเวณ ปริมณฑล เส้นทางการก่อสร้างมีระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร มี 8 สถานี โดยเริ่มจากสถานีแยกนนทบุรี 1 และสิ้นสุดที่สถานีเตาปูนมีรายละเอียดสถานีดังต่อไปนี้ 1.สถานีแยกนนทบุรี1 2.สถานีศรีพรสวรรค์ 3. สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี 4.สถานีกระทรวงสาธารณสุข 5.สถานีแยกติวานนท์ 6.สถานีวงศ์สว่าง 7.สถานีบางซ่อน และ 8.สถานีเตาปูน เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงยังผ่านสถานที่ราชการสำคัญ ๆ หลายแห่ง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ จังหวัดนนทบุรี และเขตปริมณฑลได้เป็นอย่างดี
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายบไปปฏิบัติจริง ทำให้ประชาชนสะดวกในการเดินทาง และทำให้รถไม่ติด
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid

     
  96. นาย อิทธิพล ชายหาด

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:37 AM

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กับ ตัวแบบระบบ

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กับ ตัวแบบระบบ (The System Model)

    บทนำ
    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วเกี่ยวกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ของรัฐบาลทักษิณ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และสถานพยาบาลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า นโยบายดังกล่าวหากนำมาจัดรูปแบบให้เข้ากับตัวแบบทางด้านนโยบายแล้ว ตัวแบบที่มีความเหมาะสมกับนโยบายนี้ คือ ตัวแบบระบบ (The System Model) ของ David Easton โดยผู้เขียนจะขออธิบายถึงที่มา ความสำคัญของนโยบาย และสุดท้ายจะเป็นลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคกับตัวแบบระบบ (The System Model) ดังจะได้กล่าวต่อไป
    ประวัติและความสำคัญของนโยบาย

    การให้บริการและการเข้าถึงการบริการในการประกันสุขภาพ ถือเป็นภาระกิจหลักที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ หากทำการศึกษาแหล่งที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายในการประกันสุขภาพให้กับประชาชน รัฐบาลในยุคที่ผ่านมาล้วนแต่ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้พอสมควร ยกตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ เมื่อ พ.ศ.2518 สมัยรัฐบาล มรว.คึกฤทธิ์ ได้มีโครงการสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย(สปน) ต่อมาเมื่อสมัยของรัฐบาลชวนก็ได้มีการออกแบบโครงการสวัสดิการประชาชนในด้านการรักษาพยาบาล(สปร) ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2544 พรรคไทยรักไทยซึ่งมีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ก็ได้ชูนโยบายในการหาเสียงในการเลือกตั้งและได้คลอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจและถูกจับจ้องจากประชาชนมาโดยตลอดจนเรียกว่า นโยบายประชานิยม ต่อมาหลังจากที่พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาล โดยที่โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ได้นำเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองด้วยการแปรรูป ( conversion process) ออกมาเป็นนโยบายโดยมีเจ้าภาพหลักในการสนองตอบต่อนโยบาย คือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานในการบังคับบัญชาในการสั่งการ ออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ ให้กับหน่วยงานที่ร่วมโครงการอันประกอบด้วย โรงพยาบาล และ สถานีอนามัย เป็นต้น โดยเริ่มโครงการนำร่องตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายนและดำเนินการทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 (ยกเว้น กทม.ชั้นในที่เริ่มเมื่อเมษายน 2545)

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือฉบับที่ 16 หมวดที่ 5 มาตรา ๘๒ รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งหากตีความตามหลักกฎหมายคือ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จะต้องให้การบริการในด้านการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยที่ไม่มีช่องว่างในการบริการระหว่างคนรวยและคนจน นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ในระยะเริ่มแรกได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะคนระดับรากหญ้า แต่ในขณะเดียวกันนโยบายก็ได้สร้างความโกลาหลให้กับโรงพยาบาล ( hospitals) ผู้บริหารระดับสูง ( Strategic Apex) และผู้ปฎิบัติงาน (Operating Core ) เนื่องจากการขาดงบประมาณที่จะมาสนับสนุนในการดำเนินงานผสมกับการเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาโรคไม่ค่อยที่จะมีประสิทธิผลมากนัก สุดท้ายนพมาซึ่งการวิพากวิจารณ์นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าแท้จริงแล้วตัวนโยบายส่งผลในทางบวกหรือทางลบมากกว่ากัน
    ตัวแบบระบบ (The System Model)

    David Easton ถือเป็นนักรัฐศาสตร์ท่านแรกที่ได้นำเสนอกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์การเมืองอย่างเป็นระบบ (The Political System) เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมที่ส่งผมกระทบต่อระบบการเมือง โดยอาศัยกระบวนการเรียกร้อง สถานการณ์ต่างๆ สู่กระบวนการนำเข้า(input) ของแหล่งข้อมูลซึ่งมีทั้งส่วนที่สนับสนุนและคัดค้าน เช่นเดียวกันกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หลังจากนั้นเมื่อมีการนำข้อมูลที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมที่น่าจะมีเหตุผลและน่าเชื่อถือได้ก็เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองแปรรูป (political system) ให้ออกมาในรูปของนโยบาย(output)โดยมีเจ้าภาพในการดำเนินการหลักคือกระทรวงสาธารณสุข และสุดท้ายก็เป็นการประเมินผล ( feedback)ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมา

    ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายกับตัวแบบระบบ

    จากกรอบตัวแบบระบบจะเห็นได้ว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อกำเนิดมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยอาศัยการสนับสนุนในส่วนของประชาชน ข้อเรียกร้อง สภาพทางสังคม และแนวทางพื้นฐานแห่งรัฐ ขณะเดียวกันก็มีเสียงคัดค้านจากสถานพยาบาล ผู้บริหารระดับสูง พนักงานสายปฎิบัติ เป็นต้น หลังจากนั้นรัฐบาลได้นำแนวคิดดังกล่าวสู่กระบวนการทางการเมืองด้วยการแปรรูปออกมาเป็นนโยบาย โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวจักรสำคัญในการสนองตอบนโยบาย และสุดท้ายก็นำมาสู่กระบวนการประเมิน

    ผลของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งมีทั้งข้อดีและเสีย รัฐบาลจะต้องนำข้อมูลมาทำการศึกษาและวิเคราะห์ผลของนโยบายต่อไปและเข้าสู่กระบวนการเดิม เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นว่าหากระบบในการบริหารจัดการดี มีทรัพยากรที่พอเพียง

    การที่จะปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลต่างๆก็จะสนองตอบนโยบายได้เป็น
    อย่างดี แต่หากขาดสิ่งที่มาสนับสนุนดังที่กล่าวมาการที่จะนำพานโยบายให้บรรลุผลก็คงสำเร็จยากแน่นอน

    ที่มา : http://www.saranair.com httสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรีขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้คะ

     
  97. นาย อิทธิพล ชายหาด

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:39 AM

    นาย อิทธิพล ชายหาด รปศ.ปี4 หมู่ 2 รหัส 5117442054
    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กับ ตัวแบบระบบ (The System Model)

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วเกี่ยวกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ของรัฐบาลทักษิณ ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และสถานพยาบาลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า นโยบายดังกล่าวหากนำมาจัดรูปแบบให้เข้ากับตัวแบบทางด้านนโยบายแล้ว ตัวแบบที่มีความเหมาะสมกับนโยบายนี้ คือ ตัวแบบระบบ (The System Model) ของ David Easton โดยผู้เขียนจะขออธิบายถึงที่มา ความสำคัญของนโยบาย และสุดท้ายจะเป็นลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคกับตัวแบบระบบ (The System Model) ดังจะได้กล่าวต่อไป
    ประวัติและความสำคัญของนโยบาย

    การให้บริการและการเข้าถึงการบริการในการประกันสุขภาพ ถือเป็นภาระกิจหลักที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ หากทำการศึกษาแหล่งที่มาของแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายในการประกันสุขภาพให้กับประชาชน รัฐบาลในยุคที่ผ่านมาล้วนแต่ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้พอสมควร ยกตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ เมื่อ พ.ศ.2518 สมัยรัฐบาล มรว.คึกฤทธิ์ ได้มีโครงการสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย(สปน) ต่อมาเมื่อสมัยของรัฐบาลชวนก็ได้มีการออกแบบโครงการสวัสดิการประชาชนในด้านการรักษาพยาบาล(สปร) ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2544 พรรคไทยรักไทยซึ่งมีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ก็ได้ชูนโยบายในการหาเสียงในการเลือกตั้งและได้คลอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจและถูกจับจ้องจากประชาชนมาโดยตลอดจนเรียกว่า นโยบายประชานิยม ต่อมาหลังจากที่พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาล โดยที่โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ได้นำเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองด้วยการแปรรูป ( conversion process) ออกมาเป็นนโยบายโดยมีเจ้าภาพหลักในการสนองตอบต่อนโยบาย คือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานในการบังคับบัญชาในการสั่งการ ออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ ให้กับหน่วยงานที่ร่วมโครงการอันประกอบด้วย โรงพยาบาล และ สถานีอนามัย เป็นต้น โดยเริ่มโครงการนำร่องตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายนและดำเนินการทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 (ยกเว้น กทม.ชั้นในที่เริ่มเมื่อเมษายน 2545)

    นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือฉบับที่ 16 หมวดที่ 5 มาตรา ๘๒ รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งหากตีความตามหลักกฎหมายคือ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จะต้องให้การบริการในด้านการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยที่ไม่มีช่องว่างในการบริการระหว่างคนรวยและคนจน นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ในระยะเริ่มแรกได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะคนระดับรากหญ้า แต่ในขณะเดียวกันนโยบายก็ได้สร้างความโกลาหลให้กับโรงพยาบาล ( hospitals) ผู้บริหารระดับสูง ( Strategic Apex) และผู้ปฎิบัติงาน (Operating Core ) เนื่องจากการขาดงบประมาณที่จะมาสนับสนุนในการดำเนินงานผสมกับการเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาโรคไม่ค่อยที่จะมีประสิทธิผลมากนัก สุดท้ายนพมาซึ่งการวิพากวิจารณ์นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าแท้จริงแล้วตัวนโยบายส่งผลในทางบวกหรือทางลบมากกว่ากัน
    ตัวแบบระบบ (The System Model)

    David Easton ถือเป็นนักรัฐศาสตร์ท่านแรกที่ได้นำเสนอกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์การเมืองอย่างเป็นระบบ (The Political System) เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมที่ส่งผมกระทบต่อระบบการเมือง โดยอาศัยกระบวนการเรียกร้อง สถานการณ์ต่างๆ สู่กระบวนการนำเข้า(input) ของแหล่งข้อมูลซึ่งมีทั้งส่วนที่สนับสนุนและคัดค้าน เช่นเดียวกันกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หลังจากนั้นเมื่อมีการนำข้อมูลที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมที่น่าจะมีเหตุผลและน่าเชื่อถือได้ก็เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองแปรรูป (political system) ให้ออกมาในรูปของนโยบาย(output)โดยมีเจ้าภาพในการดำเนินการหลักคือกระทรวงสาธารณสุข และสุดท้ายก็เป็นการประเมินผล ( feedback)ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมา

    ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายกับตัวแบบระบบ

    จากกรอบตัวแบบระบบจะเห็นได้ว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อกำเนิดมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยอาศัยการสนับสนุนในส่วนของประชาชน ข้อเรียกร้อง สภาพทางสังคม และแนวทางพื้นฐานแห่งรัฐ ขณะเดียวกันก็มีเสียงคัดค้านจากสถานพยาบาล ผู้บริหารระดับสูง พนักงานสายปฎิบัติ เป็นต้น หลังจากนั้นรัฐบาลได้นำแนวคิดดังกล่าวสู่กระบวนการทางการเมืองด้วยการแปรรูปออกมาเป็นนโยบาย โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวจักรสำคัญในการสนองตอบนโยบาย และสุดท้ายก็นำมาสู่กระบวนการประเมิน

    ผลของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งมีทั้งข้อดีและเสีย รัฐบาลจะต้องนำข้อมูลมาทำการศึกษาและวิเคราะห์ผลของนโยบายต่อไปและเข้าสู่กระบวนการเดิม เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นว่าหากระบบในการบริหารจัดการดี มีทรัพยากรที่พอเพียง

    การที่จะปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลต่างๆก็จะสนองตอบนโยบายได้เป็น
    อย่างดี แต่หากขาดสิ่งที่มาสนับสนุนดังที่กล่าวมาการที่จะนำพานโยบายให้บรรลุผลก็คงสำเร็จยากแน่นอน

    ที่มา : http://www.saranair.com httสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรีขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้คะ

     
  98. นายจักรกฤษ ดรไพร ปี 4 หมู่ 2 5117442004

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:43 AM

    1. ชื่อนโยบาย การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
    2. รายละเอียดของนโยบาย 1. ให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุ ทุกสภาพร่างกายมีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องเหมาะสม ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดยถือเอาการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในการประกอบกิจวัตรประจำวันมากขึ้น เพื่อส่งผลให้อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจ็บป่วย และตายด้วยโรคอันเกิดจากการขาดการออกกำลังกาย ก่อนวัยอันควร
    2. ให้มีการประยุกต์ กิจกรรม การละเล่นพื้นบ้านของไทย เพื่อการออกกำลังกาย เพื่อ
    สุขภาพ ให้สอดคล้องกับศิลปวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละภาค
    3.ให้มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพในการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยพัฒนารูปแบบ การบริหารศูนย์กีฬา สถานที่ราชการ สวนสาธารณะ เพื่อเป็นแบบอย่างในการจัดการเชิงรุกสู่ประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้ในการออกกำลังกายเพื่อ
    สุขภาพอย่างทั่วถึง ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
    4. กระทรวงสาธารณสุข ประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ด้านการกีฬา เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทย กรมพลศึกษา ทบวงมหาวิทยาลัย สมาคมกีฬา เพื่อกำหนดบทบาท และทิศทางการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพของประเทศไทย ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือ ในการส่งเสริมการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพทางเลือกอื่นๆ
    5.ให้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการในสถานบริการสาธารณสุข ให้เป็นแบบองค์รวม ผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ การให้คำแนะนำปรึกษา ด้านการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการด้านสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายบไปปฏิบัติจริง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กไทยในวัยเรียนและวัยรุ่นให้มีสุขภาพกายดี สุขภาพจิตเข้มแข็ง และสามารถปรับอารมณ์และพฤติกรรมในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข มีความสามารถและความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่จะรับผิดชอบต่ออนาคตของ สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.nmt.ac.th/product/web/1/

     
  99. นางสาวอภิญญา โตวงษ์

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:44 AM

    นางสาวอภิญญา โตวงษ์ 5117442047 ปี4 หมู่2
    1. ชื่อนโยบาย โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน
    2. รายละเอียดของนโยบาย เป็นโครงการที่รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ ร่วมกับสำนักงาน ก.พ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไทยยากจน ที่เรียนดี มีความประพฤติดี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาทุกอำเภอและกิ่งอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 926 ทุน (ตามจำนวนสถานศึกษาที่เปิดสอนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย) ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง ชุมชนและท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาชีพของตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานต่อการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ทั้งนี้ รัฐบาลมีความคาดหวังว่านักเรียนทุนเหล่านี้ จะนำความรู้และทักษะที่ได้รับกลับมาพัฒนาประเทศต่อไป
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายบไปปฏิบัติจริง ทำให้เยาวชนที่ด้อยโอกาสได้มีโอกาสไปศึกษาต่อ ทำให้เยาวชนได้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาประเทศ ให้มีความเจริญและทัดเทียมประเทศอื่นได้
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา http://www.webdektoon.blogspot.com/

     
  100. นาย อิทธิพล ชายหาด

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:45 AM

    นาย อิทธิพล ชายหาด รปศ.ปี4 หมู่ 2 รหัส 5117442054

    โครงการ บ้านหลังแรก

    โครงการบ้านหลังแรกตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ทำการผลักดันผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นั้น หากผู้ประกอบการมองเป็นเพียงแค่เรื่องของที่อยู่อาศัยแล้วละก็ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเพราะนั่นจะเท่ากับว่าผู้ประกอบการกำลังทิ้งโอกาสทองในการทำธุรกิจไปเลยก็ว่าได้ เพราะโครงการทิ้งทวนของรัฐบาลชุดนี้เป็นอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์พร้อมทั้งสร้างผลกระทบต่อระบบตลาดของประเทศอย่างมหาศาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องรีบไขว่คว้าเอาไว้ให้จงได้ และโอกาสนี้ Incquity จะขอนำผู้ประกอบการไปพบกับประโยชน์ดีๆ ที่โครงการบ้านหลังแรกสามารถสร้างให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการได้มากกว่าการเป็นแค่ที่อยู่อาศัย อันมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. สร้างธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำที่สุดด้วยความที่สำนักงานในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของโฮมออฟฟิศเป็นเสียส่วนมาก และทุกๆ บริษัทต่างก็ต้องการมีที่ตั้งสำนักงานเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น จึงทำให้โครงการบ้านหลังแรกคือข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธได้ โดยตัวออฟฟิศเองก็ถือเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งหากธุรกิจของผู้ประกอบการรายใดมีต้นทุนที่ต่ำกว่าธุรกิจเจ้าอื่นๆ นั่นก็เท่ากับว่าสามารถเอาชนะไปได้มากกว่าครึ่งทางแล้ว เพราะโครงการนี้ได้หยิบยื่นข้อเสนอของการปลอดดอกเบี้ยที่ 0% เป็นเวลานานถึง 2 ปีเต็ม โดยภาครัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าจดจำนองและค่าธรรมเนียมกา่รโอนครึ่งหนึ่งหรือจ่ายตามจริงสูงสุดร้อยละ 1 จากค่าโอนปกติ และร้อยละ 2 ของราคาประเมิน เรียกได้ว่าหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วกับการทำสัญญาทางธุรกิจในยุคสมัยนี้

    2. เครื่องมือเก็งกำไรในอนาคตถึงแม้ทางภาครัฐจะวางนโยบายเพื่อสกัดดาวรุ่งป้องกันการเก็งกำไรเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยจะอนุมัติให้กู้สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีบ้านมาก่อนจริงๆ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ออกกฎเหล็กห้ามไม่ให้ขายบ้านต่อในอนาคต ซึ่งตรงจุดนี้เองผู้ประกอบการสามารถหยิบจับนำเอามาสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้อย่างงาม ขอเพียงผู้ประกอบการมีคุณสมบัติในการกู้ที่เข้าหลักเกณฑ์พร้อมทั้งมีวิสัยทัศน์สำหรับการเลือกบ้านในพื้นที่ทำเลทองที่รองรับการพัฒนาของผังเมืองในอนาคต เพียงเท่านี้ผู้ประกอบการก็เตรียมรับทรัพย์เข้ากระเป๋าได้อย่างไม่ยากเย็นแล้ว

    3. กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในภาคธุรกิจถ้าผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับอสังหาริมทรัพย์อยู่้แล้ว ก็เตรียมตัวที่จะรับทรัพย์เข้ากระเป๋าได้เลยเพราะคุณจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เต็มๆ แต่ถ้าไม่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะไม่ได้อะไรเลยจากโครงการนี้ เพราะอย่าลืมว่าผู้คนใช้เงินจำนวนมากไปกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและของตกแต่งบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาไม่ต้องเสียเงินหมดไปกับค่าดอกเบี้ยนั่นจะเท่ากับว่าเงินจะเหลืออยู่ในกระเป๋ามากพอสมควร และพวกเขาก็จะเทเงินส่วนนี้ให้กับสิ่งของเครื่องใช้ที่สามารถตอบสนองกับความต้องการและอัตตาทางสังคมได้ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องสร้างอุปทานเพื่อตอบสนองในส่วนนี้ของผู้บริโภคให้จงได้ จึงจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถทำรายได้ให้กับธุรกิจของตนเองได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

    4. ได้พิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดในการกู้ยืมถึงแม้ผู้ประกอบการจะไม่ได้กู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อบ้านหลังแรกตามแคมเปญโครงการนี้ของรัฐบาล อาจจะด้วยสาเหตุในเรื่องของคุณสมบัติที่ไม่ผ่านเกณฑ์หรือไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินไปใช้ในส่วนดังกล่าวก็ตามแต่ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องพูดถึง เนื่องจากโครงการนี้ได้ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันทางการเงินได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ในการจูงใจด้วยการหั่นอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อนำมาสู้กับโครงการนี้ของรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการมีตัวเลือกเป็นจำนวนมากขึ้นในเรื่องของแหล่งเงินทุนที่มาจากการกู้ยืมด้วยข้อผูกมัดทางการเงินที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ยากจะหาได้ในช่วงเวลาอื่นๆ

    โครงการบ้านหลังแรกถือเป็นเครื่องมือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยอดเยี่ยมมากและถือว่าออกมาไ้ด้ถูกช่วงจังหวะเวลาพอดี เพราะนโยบายนี้จะดึงดูดการลงทุนจากทุกภาคส่วนออกมาสู่ระบบตลาดเป็นจำนวนมหาศาล โดยเงินที่อยู่ในระบบตลาดเสรีมีข้อดีตรงที่ว่าทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการทำกำไร ซึ่งตรงนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการอย่างแท้จริงว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลได้มากขนาดไหน เพราะในท้ายที่สุดแล้วดัชนีตัวชี้วัดผู้ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจจะเป็นของผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ในการประยุกต์ใช้นโยบายทางธุรกิจของภาครัฐกับของตนเองให้สามารถไปกันได้อย่างลงตัวที่สุดนั่นเอง

    แหล่งที่มาของข้อมูล http://incquity.com/articles/startup/first-house-policy-business-startup

     
  101. นางสาวอังศณา คำแก้ว

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:47 AM

    นางสาวอังศณา คำแก้ว เลขที่ 53 รปศ.หมู่2 ปี4

    1.นโยบายรพ.สายใยรักแห่งครอบครัว
    2.รพ.ศรีประจันต์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนารพ.ตามมาตรฐานรพ.สายใยรักแห่งครอบครัว เพื่อไปสู่เป้าหมายการฝากครรภ์คุณภาพ คลอดอย่างปลอดภัย น้ำหนักคลอดดี เด็กได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีพัฒนาการสมวัย ดังนี้
    -ให้บริการแบบองค์รวมและผสมผสานตามมาตรฐานรพ.ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย รพ.สายสัมพันธ์แม่ลูก คลีนิกนมแม่ มุมโภชนาการ พัฒนาการเด็ก และทันตกรรม(NDDC)
    -ส่งเสริมและพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก โดยเน้นให้สามี ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วม รวมถึงการจัดตั้งชุมชนสายใยรักแห่งครอบครัวในระดับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
    -พัฒนาระบบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ในการอนามัยแม่และเด็กตั้งแต่การฝากครรภ์ การคลอด บริการหลังคลอด คลีนิกเด็กดี คลีนิกนมแม่เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง 6 เดือน ส่งเสริมสายใยรักแห่งครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้เกิดพัฒนาการสมวัย เติบใหญ่เป็นเด็กที่ดี เก่ง ฉลาด
    3.ผลที่เกิดขึ้นจริง ทำให้แม่มีความรู้ที่จะดูแลลูก แม่ลูกมีความผูกพันธ์ เนื่องจากโครงการนี้ได้มีการจัดอบรมหญิงตั้งครรภ์ตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด
    4.แหล่งที่มาhttp://hsrip.spo.moph.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=122:policy-love&catid=62:love-news-lr&Itemid=212

     
  102. นาย เกษมศักดิ์ พุ่มคำ

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:52 AM

    นาย เกษมศักดิ์ พุ่มคำ รปศ ปี4 หมู่ 2 เลขที่ 2 รหัส 5117442002

    โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน

    โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เป็นโครงการของรัฐบาลที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง[1] โดยรัฐบาลมุ่งจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ ให้ทุกชุมชนมีโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณของภาครัฐอย่างรวดเร็ว กำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ การลดต้นทุนและปัจจัยการผลิต พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชน

    โครงการที่อนุมัติดำเนินการไปแล้วส่วนใหญ่ได้แก่โครงการประเภท การผลิตปุ๋ย ยุ้งฉาง ลานตาก เกษตรผสมผสาน การส่งเสริมกลุ่มอาชีพ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ/ต้นน้ำ พลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติโครงการ ได้แก่ ความยั่งยืนของการดำเนินโครงการ และแนวทางการบริหารจัดการโครงการเพื่อความยั่งยืนในชุมชน

    แหล่งที่มาของข้อมูล http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87

     
  103. สุชีรา วรัตถารมย์

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:11 AM

    นางสาวสุชีรา วรัตถารมย์ รปศ.ปี4 หมู่2 เลขที่44 รหัสนักศึกษา5117442044

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายการปฏิรูปกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการการเรียนการสอน
    ปฏิรูปกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนทุกระดับ ทุกประเภท โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและคุณลักษณที่พึงประสงค์ของคนไทยในอนาคต รวมทั้งให้หลักสูตรมีความคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมประเทศชาติ และการพัฒนาประชาคมโลก

    2. รายละเอียดของนโยบาย
    1. รณรงค์ให้บุคคล ครอบครัว และชุมชนเห็นความสำคัญในการมีส่วนร่วมกำหนดและพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
    2. เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับการกำหนดและพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นให้แก่สถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาระดับจังหวัดและระดับเขตการศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่เหมาะสมและนำมาใช้อย่างจริงจัง กว้างขวาง
    3. ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรรายวิชา และขั้นตอนการอนุมัติหลักสูตร ให้มีความยืดหยุ่นเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
    4. เร่งรัดให้ดำเนินการจัดทำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในทุกระดับทุกประเภท
    5. ปรับปรุงโครงสร้างเนื้อหาสาระของหลักสูตรในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างวิชาทักษะพื้นฐาน วิชาที่จะพัฒนาผู้เรียนด้านจิตใจ สังคม สุขภาพพลานามัย โดยให้ความสำคัญต่อวิชาชีพพื้นฐานที่จำเป็นให้มากขึ้น เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
    และให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมเสริมในวิชาพลศึกษา ดนตรี ศิลปะ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา
    6. ปรับปรุง พัฒนาหลักสูตรทุกระดับ ทุกประเภทให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ประสบการณ์ที่ได้จากครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนตามหลักสูตร และนำมาเทียบหน่วยการเรียนได้
    7. เร่งพัฒนาจริยธรรม คุณธรรมของผู้เรียนทุกระดับ โดยจัดให้เป็นวิชาเฉพาะที่ต้องสอนโดยการปฏิบัติ และสอดแทรกเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ในกระบวนการเรียนการสอนวิชาอื่น ๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมทุกประเภท
    8. ให้สถานศึกษาทุกระดับทุกประเภทจัดการเรียนการสอนวิชาอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานเป็น มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความสามารถในการจัดการ มีความสามารถในการทำงานเป็นหมู่คณะ
    9. พัฒนารูปแบบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสื่อการสอนที่เน้นการช่วยครูสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข ฝึกการคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ รวมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างการศึกษาในระบบและนอกระบบโรงเรียน
    10. จัดกิจกรรมเพื่อร่วมสร้างวิถีชีวิตประชาธิปไตย รวมทั้งบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนทุกระดับและทุกประเภท
    11. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างความตระหนัก ร่วมคิดร่วมทำในการรักษาแก้ไขฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนและสมดุล
    12. พัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ เพิ่มพูนความสามารถในการใช้และพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีนิสัยรักการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองและปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง โดยให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกปฏิบัติจริงการศึกษา ค้นคว้าจากแหล่งความรู้
    เช่น ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศาสนาสถาน รวมทั้งจากชุมชนและสถานการในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
    13. ปรับปรุงระบบการวัดผลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยเน้นพฤติกรรมการแสดงออกจริงของผู้เรียนและใช้ผลการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน และกระบวนการเรียนการสอน
    14. ส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การวิจัยวัฒนธรรมพื้นบ้านในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง และสนับสนุนให้นำผลการวิจัยดังกล่าวมาพัฒนาการเรียนการสอน
    15. นำแนวทางวัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนามาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรม ให้เหมาะสมกับชุมชนและท้องถิ่น
    16. จัดบริการแนะแนวให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน
    17. จัดกิจกรรมและการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมอนามัย ส่งเสริมการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพและการป้องกันโรค
    18. จัดกิจกรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสารเสพติดและโรคเอดส์ เช่น การแนะแนว การกีฬาและนันทนาการ เป็นต้น

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติ
    1. มีหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ/ประเภท ที่จะนำไปสู่การฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์และพัฒนาความสามารถของผู้เรียนที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร
    2. มีการใช้หลักสูตรท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตการประกอบอาชีพที่กำหนดโดยสถานศึกษา และชุมชนอย่างจริงจัง และกว้างขวาง
    3. มีกระบวนการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ประสบการณ์ และมีความสุขในการเรียน สามารถปลูกฝังนิสัยใฝ่เรียน ใฝ่หาความรู้เพื่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และมีเวลาให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเหมาะสมกับวัย
    4. มีการวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับคุณลักษณะ และความสามารถที่พึงประสงค์โดยเน้นการแสดงออกของผู้เรียน และใช้ผลการประเมินมาพัฒนาผู้เรียนและกระบวนการเรียนการสอนในทุกระดับอย่างถูกต้อง
    5. มีการวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างกว้างขวาง
    6. มีระบบประกันคุณภาพการศึกษา และนำผลมาปรับปรุง พัฒนาสถานศึกษา และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น
    7. มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สร้างความตระหนักในการรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาทุกแห่ง

    4. ที่มา http://www.moe.go.th

     
  104. นาย ศุภชัย จันทมงคล

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:14 AM

    นาย ศุภชัย จันทมงคล รปศ.ปี4 หมู่ 2 เลขที่ 40 รหัส 5117442040

    เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

    กระทรวงต่างประเทศได้ใช้ประโยชน์ในทุกโอกาสในการชี้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และนโยบายต่างๆของรัฐบาลให้แก่นานาประเทศทราบ ทั้งในระดับรัฐต่อรัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม วิชาการและสื่อมวลชน ผลสะท้อนที่เห็นได้ชัดจากการเดินทางไปเยี่ยมชมผ่านในวาระต่างๆ นอกจากจะทำให้ต่างชาติเริ่มเชื่อมั่นในเสถียรภาพของประเทศไทยในเรื่องความปลอดภัยแล้ว สื่อต่างประเทศต่างให้ความสนใจในตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าว BBC, Reuter, CNN ฯลฯ โดยต่างยอมรับว่าเป็นผู้นำที่มีภาพที่สะอาด ปราศจากการคอรัปชั่น อันส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
    ด้านผลการดำเนินงานสามารถแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้
    1.ความตกลงร่วมมือระหว่างประเทศ
    2.ภาคธุรกิจต่างประเทศแสดงความประสงค์จะขยายการลงทุนในประเทศไทย
    3.การดำรงตำแหน่งอาเซียน
    4.ความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยว
    5.การดำเนินการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ไทย

    แหล่งที่มาของข้อมูล http://www.pm.go.th/works/thailand-confidence

     
  105. ปรารถนา หอมเจริญ

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:14 AM

    นางสาวปรารถนา หอมเจริญ เลขที่ 23 ปี4 หมู่2

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายการปฏิรูประบบการสรรหา การผลิตและการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา
    ปฏิรูประบบการสรรหา การผลิต และการพัฒนาครูรวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มี
    คุณภาพประสิทธิภาพ และจรรยาบรรณในอาชีพ เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอน และ
    จัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษาในอนาคต

    2. รายละเอียดของนโยบาย
    1. ปรับปรุงระบบการเลือกสรรบุคคลเข้าเรียนครู รวมทั้งการปรับปรุงวิธีการสอบคัดเลือก
    และการบรรจุครูประจำการ โดยให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่
    กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
    2. พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนในการผลิตครู เพื่อให้ได้ครูที่มี
    ความรู้ความสามารถในเชิงวิเคราะห์ มีจริยธรรม คุณธรรม รวมทั้งมีพฤติกรรมการสอนที่ยึด
    ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
    3. เร่งรัดการผลิตครูผู้สอนในสาขาวิชาที่ขาดแคลนให้ได้ปริมาณ และคุณภาพที่
    เพียงพอ
    4. ให้ครูที่สังกัดในส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ สามารถทำการสอน
    ในสถานศึกษาทั้งในและนอกสังกัดได้มากกว่า ๑ แห่ง โดยเฉพาะครูผู้สอนในสาขาวิชาที่
    ขาดแคลน ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชา โดยให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ
    และให้นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน
    5. กำหนดคุณสมบัติและเปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ทรง
    คุณวุฒิ รวมทั้งผู้เกษียณอายุราชการ มีส่วนร่วมในการปฏิรูประบบการผลิต การสรรหา
    และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
    6. ให้ครู – อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาได้เพิ่มพูนความรู้ พัฒนาทักษะ
    จรรยาบรรณในอาชีพในรูปแบบต่างๆ อาทิ สนับสนุนเพื่อการศึกษา การวิจัย ฝึกอบรม
    ดูงานทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องทั่วถึง และทันต่อ
    การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี
    7. เร่งรัดพัฒนานักบริหารการศึกษา เพื่อการเพิ่มพูนแนวความคิดความรู้ ตลอดจน
    ทักษะในการบริหาร และการจัดการที่สามารถพัฒนาสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพก้าวทัน
    ต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเน้นการฝึกอบรมร่วมกันระหว่างสังกัดและต่างสังกัด
    8. ระดมความร่วมมือกับสถาบันและแหล่งวิทยาการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
    เพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้มีเครือข่ายที่เชื่อมโยง เพื่อการแลกเปลี่ยน
    ทางวิทยาการและเทคโนโลยี
    9. จัดตั้งศูนย์พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานสากล
    ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ โดยระดมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
    10. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู โดยให้คุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู
    และสถาบันผลิตครู ดำเนินการปรับปรุงระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้มีมาตรการ
    พัฒนาวิชาชีพ โดยการกำหนดให้มีใบประกอบวิชาชีพครู
    11. ส่งเสริมระบบสวัสดิการ และประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการทุกประเภททุกสังกัด
    เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครู ส่งเสริมขวัญกำลังใจ และความมั่นคงในอาชีพ
    ให้กับครู รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการอื่น ๆ ของครู โดยมุ่งส่งเสริม
    สนับสนุนแก่ครูที่สอนในถิ่นทุรกันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และครูที่สอนหลายชั้นเป็นพิเศษ
    12. ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทำงานศึกษาวิจัยที่มีคุณภาพ โดยให้ลา
    ชั่วคราวเพื่อทำการศึกษาวิจัย ปรับปรุงระเบียบการให้ค่าตอบแทนในการทำงานศึกษาวิจัย และ
    สนับสนุนทุนเพื่อการแปล พิมพ์ เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
    13. สร้างเครือข่ายการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิต พัฒนาครูและ
    บุคลากรทางการศึกษา

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    1. มีระบบการผลิตครูที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการคัดเลือก และจูงใจให้ผู้ที่มีความ
    เหมาะสมมาเป็นครู และมีการปรับปรุงหลักสูตรการฝึกหัดครูให้ครูมีความสามารถในการสอน
    ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกในการเป็นครู
    2. มีการผลิตครูที่สอนสาขาวิชาขาดแคลนที่เพียงพอกับความต้องการ
    3. มีการมอบอำนาจให้สถานศึกษาบางประเภทเป็นผู้สรรหาบุคลากร มาบรรจุเป็นครู
    รวมทั้งการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้เกษียณอายุมาเป็น
    ครูเสริมตามความจำเป็น
    4. ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนได้รับการพัฒนา อย่างน้อย ๒ ปีต่อครั้ง เพื่อ
    พัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีจรรยาบรรณในอาชีพ
    รู้จักใช้เทคโนโลยี สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้หลักสูตรการฝึก
    อบรมในหลายรูปแบบที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
    5. มีระบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง หลากหลายและ
    ครอบคลุม
    6. มีเครือข่ายการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่เชื่อมโยงกับสถาบันและแหล่ง
    วิทยาการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
    7. มีศูนย์พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาขนาดใหญ่ ที่ได้มาตรฐานสากล
    อย่างน้อยภาคภูมิศาสตร์ละ ๑ แห่ง รวม ๔ แห่ง
    8. มีการสร้างขวัญและกำลังใจให้ครูมีความก้าวหน้าและมีความภาคภูมิใจในอาชีพ

    4. ที่มา http://www.moe.go.th

     
  106. น.ส.พนิดา มีมาก รปศ.ปี4 หมู่3 เลขที่24 รหัสนักศึกษา 5117443024

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:18 AM

    นโยบายประกันราคาข้าว
    การแทรกแซงราคาตลาดในสายตาของระบบการค้าสากลแล้วมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่เป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง แต่สำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย และเกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นับว่ายังมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพารัฐบาลแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เพื่อเกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการจำนำข้าวที่ผ่านมาต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหา เช่น การใช้เม็ดเงินงบประมาณสูงเกินจริง การเก็บค่าใช้จ่ายโกดังเก็บข้าว ค่าสีข้าวมากกว่าราคาปกติทั่วไป ตลอดจนการเวียนเทียนข้าว การสวมสิทธิ์ข้าว เป็นต้น นอกจากนั้น ยังประสบปัญหาการบริหารจัดการระบายข้าว ขายข้าวที่ไม่โปร่งใส ทำให้รัฐบาลขาดทุนสูงมาก ดังนั้น มาตรการใหม่ในการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการประกันราคาขั้นต่ำให้กับเกษตรกรจึงเป็นทางเลือกที่คาดว่าจะลดปัญหาการบริหาร และกระบวนการที่ไม่โปร่งใสทั้งหลายของการรับจำนำ โดยเฉพาะการเวียนเทียนข้าว สต็อกลม และค่าใช้จ่ายในการสีข้าวและเก็บรักษาข้าวเกินจริง อย่างไรก็ตาม ในการที่รัฐบาลจะนำมาตรการประกันราคาข้าวมาใช้แทนการจำนำนั้น ยังมีอีกหลากหลายประเด็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ เช่น ส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาข้าวจริงที่ชาวนาขายได้หน่วยงานใดจะเป็นผู้จ่าย หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดราคาประกัน และองค์กรไหนที่จะควบคุมหรือลงทะเบียนปริมาณข้าวของชาวนาแต่ละราย ซึ่งจะมีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างของราคา เป็นต้น

    ปัจจัยกดดันให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเป็นการประกันราคาแทนการจำนำ คือ ถ้าพิจารณาการส่งออกข้าวในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา โอกาสที่ไทยจะสูญเสียตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากช่วงห่างของราคาข้าวของไทยและประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีช่วงห่างเพียง 10-20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ในขณะที่ปัจจุบันราคาข้าวส่งออกเฉลี่ยของเวียดนามต่ำกว่าไทยถึง 100-200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน นอกจากนี้ การเปิดเสรีตลาดข้าวในช่วงต้นปี 2553 ตามพันธกรณีกับองค์การการค้าโลก นับเป็นปัจจัยกดดันให้ไทยต้องปรับมาตรการแทรกแซงตลาดข้าว เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าไทยยังดำเนินมาตรการแทรกแซงตลาดข้าวโดยมาตรการรับจำนำ ก็จะมีข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากราคาข้าวของไทยอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณเป็นจำนวนมากขึ้น ถ้ายังต้องดำเนินมาตรการรับจำนำข้าว
    ผลกระทบที่ต้องจับตามองของการปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรการประกันราคาข้าว มีดังนี้
    1.ราคาข้าวในประเทศ ราคาข้าวในประเทศจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาด เนื่องจากข้อแตกต่างสำคัญของมาตรการรับจำนำกับมาตรการประกันราคาคือ มาตรการรับจำนำจะเป็นการดึงปริมาณข้าวออกจากตลาด โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูการผลิตที่จะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การประกันราคา ปริมาณข้าวทั้งหมดยังอยู่ในตลาด หรืออาจกล่าวได้ว่า ราคาข้าวในประเทศมีแนวโน้มผันผวนมากกว่าการใช้มาตรการรับจำนำข้าว กล่าวคือ สำหรับในปีปกติราคาข้าวในช่วงต้นฤดูการผลิตมีแนวโน้มลดลง และราคาจะสูงขึ้นในช่วงปลายฤดูการผลิต ดังนั้น ผู้ค้าข้าวในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าท้องถิ่น พ่อค้าส่ง โรงสี และพ่อค้าปลีกต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่ผันผวน ส่วนผู้บริโภคข้าวในประเทศได้รับความคุ้มครองในด้านราคาจากรัฐบาลบางส่วน โดยรัฐบาลควบคุมราคาจำหน่ายปลีกข้าวสารบรรจุถุง ทำให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาเกินกว่าราคาเพดานที่กำหนดไว้ไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงคาดว่าปริมาณผู้ที่บริโภคข้าวสารบรรจุถุงคิดเป็นร้อยละ 40 ของผู้บริโภคข้าวสารในประเทศทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 60 เป็นผู้บริโภคข้าวสารแบ่งขายจากกระสอบหรือข้าวสารตัก

    2.การส่งออกข้าวของไทย วงการค้าข้าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการแข่งขันกันในระหว่างพ่อค้าข้าวในทุกระดับจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวจะเป็นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งมาจากปริมาณการผลิตและความต้องการ ปริมาณข้าวทั้งหมดจะอยู่ในตลาด โดยจะไม่มีการแบ่งระหว่างข้าวรัฐบาลและข้าวเอกชนอีกต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีที่ประเทศคู่ค้าข้าวของไทยจะไม่ใช้ปริมาณสต็อกข้าวของรัฐบาล หรือนโยบายการระบายข้าวจะสต็อกของรัฐบาลมาเป็นข้อต่อรองในการกดราคารับซื้อข้าวของไทย

    ทั้งนี้พ่อค้าที่มีข้อมูลการคาดการณ์ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่แม่นยำ และทันเหตุการณ์ก็จะมีความได้เปรียบ และผู้ส่งออกข้าวที่ดำเนินกิจการครบวงจร โดยดำเนินกิจการโรงสีด้วยก็ยังได้เปรียบผู้ส่งออกข้าวที่ไม่มีกิจการโรงสี การใช้มาตรการประกันราคาข้าวทำให้ผู้ส่งออกข้าวนอกจากจะต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามในการหาตลาดในต่างประเทศแล้ว ยังต้องแข่งขันกับบรรดาผู้ส่งออกข้าวของไทยด้วยกันในการหาซื้อข้าวด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการใช้มาตรการประกันราคาข้าวก็คือ ผู้ส่งออกข้าวจะไม่ต้องเผชิญปัญหาไม่มีข้าวเพียงพอในการส่งออก เนื่องจากปริมาณข้าวเข้าไปอยู่ในสต็อกของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลใช้มาตรการรับจำนำข้าว รวมทั้งยังซื้อข้าวเพื่อส่งออกได้ในราคาตลาด ไม่ต้องแบกรับภาระราคาที่สูงขึ้นจากการตั้งราคาเป้าหมายของรัฐบาล

    3.รายได้ของเกษตรกร การแทรกแซงตลาดข้าวโดยการใช้มาตรการประกันราคาข้าวนั้น จะมีเพียงชาวนากลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะทราบอย่างชัดเจนว่ารายได้ที่จะได้รับ เนื่องจากรัฐบาลจะเป็นผู้ที่จ่ายส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดให้กับชาวนา อย่างไรก็ตาม ชาวนาที่จะได้รับการประกันราคานั้นต้องเป็นชาวนาที่มาขึ้นทะเบียนเท่านั้น ซึ่งในช่วงที่ขึ้นทะเบียนจะต้องระบุด้วยว่าปลูกข้าวชนิดใดเป็นปริมาณเท่าใด ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ข้าวทั้งหมดที่ชาวนาที่ขึ้นทะเบียนผลิตได้นั้นจะได้รับการประกันราคาทั้งหมด หรือได้รับการประกันเพียงบางส่วน โดยถ้าได้รับประกันเพียงบางส่วน ผลกระทบก็คือ ปริมาณข้าวที่ไม่ได้รับการประกันราคานั้น ชาวนาต้องรับความเสี่ยงในเรื่องราคาตลาดเอง นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนของมาตรการรัฐบาลที่จะดำเนินการอย่างไรกับชาวนาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เนื่องจากมีความเสี่ยงอย่างมากสำหรับรัฐบาลที่จะต้องเผชิญกับความกดดันขอความช่วยเหลือจากชาวนากลุ่มที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ในกรณีที่เกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

    4.ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า บทบาทของตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามีแนวโน้มเพิ่มความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากบรรดาพ่อค้าข้าวต้องรับภาระความเสี่ยงในเรื่องราคา และราคาข้าวในประเทศมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นกว่าในช่วงที่มีการใช้มาตรการรับจำนำ ดังนั้นบรรดาพ่อค้าข้าวที่มีความรู้และความเข้าใจถึงกลไกของการดำเนินการของตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็จะหันมาใช้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงทางด้านราคา

    5.ราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะหันมาใช้มาตรการประกันราคากับการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรทุกประเภท โดยเริ่มดำเนินการไปแล้วกับสินค้ามันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะผันผวนไปตามฤดูการ ปริมาณผลผลิตและความต้องการในแต่ละปีเพาะปลูก โดยผู้ที่ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องราคาก็คือ บรรดาพ่อค้าในทุกระดับตลาดเช่นเดียวกับสินค้าข้าว

    6.ภาระของรัฐบาล ประเด็นสำคัญของการปรับเปลี่ยนจากมาตรการรับจำนำข้าวมาเป็นการประกันราคาข้าว ก็คือ ภาระของรัฐบาลลดลง โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้เงินหมุนเวียนมากเท่ากับการรับจำนำข้าว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสต็อกข้าว รวมทั้งยังลดภาระการตรวจสอบความถูกต้องของข้าวในสต็อกของรัฐบาล การควบคุมและกำหนดนโยบายการระบายสต็อกข้าว รวมถึงการรับภาระขาดทุนจากการดำเนินมาตรการรับจำนำ

    อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลงนั้นเป็นเพียงกรณีที่ราคาข้าวในตลาดไม่ได้ตกต่ำลง แต่ในกรณีที่ราคาข้าวในตลาดลดต่ำกว่าราคาประกันมาก ก็เป็นความเสี่ยงของรัฐบาลที่ต้องรับภาระในส่วนนี้ หรือในกรณีที่ชาวนาเลือกที่จะผลิตมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคา ทำให้อาจเกิดปัญหาข้าวล้นตลาด ภาระที่รัฐบาลจะต้องจ่ายส่วนต่างของราคาเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในการใช้มาตรการประกันราคาจำต้องทราบปริมาณข้าวที่จะเข้าร่วมโครงการ แล้วอาจจะต้องมีการตกลงกับชาวนาถึงปริมาณข้าวที่จะผลิตเพื่อที่จะสามารถประเมินแนวโน้มราคาข้าวในตลาด และภาระในการประกันของรัฐบาล

    บทสรุป
    การปรับเปลี่ยนนโยบายข้าวของรัฐบาลนับว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากเป็นมาตรการที่เตรียมรับมือกับการเปิดเสรีตลาดข้าวในช่วงต้นปี 2553 ตามข้อตกลงกับองค์การการค้าโลก และเป็นการผลักดันให้มีการปรับปรุงนโยบายการแทรกแซงตลาดข้าวจากมาตรการรับจำนำเป็นมาตรการประกันราคา ทั้งนี้เพื่อลดภาระขาดทุนในการดำเนินมาตรการรับจำนำข้าว ซึ่งมาตรการประกันราคาข้าวนี้ยังคงมีจุดมุ่งหมายช่วยเหลือชาวนา ในขณะที่ผู้ส่งออกข้าวก็ได้รับประโยชน์ เนื่องจากข้าวจะไม่เข้าไปกองอยู่ในสต็อกของรัฐบาล และผู้ส่งออกข้าวหาซื้อข้าวเพื่อการส่งออกไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูการผลิต

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของนโยบายการประกันราคาที่จะนำมาใช้แทนมาตรการจำนำราคาข้าวนั้น แม้ว่าจะช่วยลดภาระรัฐบาลในการแบกภาระสต็อกข้าว ลดความเสี่ยงของโอกาสทุจริตในแต่ละขั้นตอนการดำเนินงาน แต่ก็ยังมีโอกาสที่รัฐบาลอาจจะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการหันมาใช้นโยบายประกันราคา โดยเฉพาะในกรณีที่ชาวนายังผลิตข้าวอย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องราคา จึงมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ข้าวล้นตลาด และราคาตกต่ำลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับราคาประกัน ดังนั้น นอกจากการจดทะเบียนชาวนาแล้ว รัฐบาลอาจจะต้องควบคุมปริมาณข้าวที่จะเข้ามาอยู่ในโครงการประกันราคาเช่นเดียวกับการกำหนดปริมาณการรับจำนำข้าว
    นอกจากนี้ การกำหนดราคารับประกันนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากถ้ากำหนดราคาประกันสูงกว่าราคาตลาด ก็จะเท่ากับไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในการใช้มาตรการรับจำนำ นอกจากนี้ มาตรการประกันราคานั้นยังควบคุมได้ยากลำบากกว่า เนื่องจากมาตรการรับจำนำนั้นเป็นการดึงปริมาณข้าวออกจากตลาดในราคาที่กำหนดไว้ แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรทำให้เกิดปัญหาขาดทุน ในขณะที่การใช้มาตรการประกันราคานั้น ปริมาณข้าวทั้งหมดยังอยู่ในตลาด ซึ่งราคาอาจจะผันผวนไปตามภาวะตลาดทั้งในประเทศ และตลาดส่งออก ทำให้อาจกระทบต่องบประมาณที่จะใช้ในการประกันราคา

     
  107. นางสาวพิชชานันท์ รัญชน์เลิศสิน

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:50 AM

    นางสาวพิชชานันท์ รัญชน์เลิศสิน เลขที่26 รปศ.หมู่2 ปี 4

    1.นโยบายทักษิโณมิค

    2.ทักษิโณมิค เป็นชื่อเรียกโดยทั่วไปของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้จ่ายภาครัฐบาล และสร้างรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว เพื่อแก้ปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจที่เป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน เมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งสาเหตุการเกิดวิกฤตการณ์ในครั้งนั้นมาจากปริมาณเงินที่ไหลเข้ามาจำนวนมาก เพื่อแสวงหากำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและจากตลาดหุ้น ในขณะเดียวกันก็มีการใช้เงินผิดประเภท เพราะกู้เงินระยะสั้นมาเพื่อปล่อยกู้ระยะยาว และการปล่อยสินเชื่อก็ไม่ก่อให้เกิดการผลิตที่แท้จริงขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จนทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ขึ้น และส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ราคาสินค้าอื่นไม่เปลี่ยนแปลง
    ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ทำให้อุปสงค์รวมในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะมีการนำเข้าสินค้าทุนในปริมาณและมูลค่าที่สูงกว่าการส่งออกสุทธิ ส่งผลให้ค่าเงินบาทที่แท้จริงลดลง เมื่อถูกโจมตีค่าเงิน ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ก็ไม่เพียงพอที่จะพยุงค่าเงินบาทตามระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ไว้ได้ จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแบบมีการจัดการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 จนต้องขอกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพราะทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลงจนไม่เพียงพอชำระหนี้ต่างประเทศ
    วิกฤตการณ์ทางการเงินของไทย ส่งผลกระทบต่อภาคการเงินของไทยอย่างรุนแรง จนต้องมีการปิดบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์ 56 แห่ง รวมทั้งกิจการธนาคาร ขณะที่ภาระหนี้ต่างประเทศก็เพิ่มสูงขึ้น เพราะรัฐบาลและกองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปแบกรับภาระหนี้ของธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านั้น
    นอกจากนั้นยังทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยถดถอยติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี เนื่องจากการพังทลายของภาคการเงินไทย เพราะสถาบันการเงินมีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมาก ขณะที่ปริมาณเงินในระบบก็ลดน้อยลง เพราะการไหลออกของเงินทุน รวมทั้งหนี้ภาครัฐที่มีปริมาณสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท ส่วนการส่งออกก็ไม่สามารถเป็นตัวกระตุ้นอุปสงค์รวมภายในประเทศต่อไปได้ เพราะความถดถอยของภาวะเศรษฐกิจโลก และความได้เปรียบของคู่แข่งขัน ซึ่งสามารถส่งออกสินค้าในราคาที่ถูกกว่า รัฐบาลจึงเข้ามามีบทบาทแทนที่ภาคเอกชน ด้วยการกระตุ้นอุปสงค์รวมภายในประเทศ ผ่านการใช้จ่ายตามโครงการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการบริโภค และการลงทุน
    ทักษิโณมิคของรัฐบาลทักษิณ ได้รับการกล่าวขานว่าแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เพราะการแทรกแซงกลไกตลาดทุกระดับ กล่าวคือ มุ่งใช้นโยบายการคลังมากกว่านโยบายการเงิน ทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลมีปริมาณสูง ทั้งในรูปของเงินในงบประมาณรัฐบาล และเงินนอกงบประมาณผ่านรัฐวิสาหกิจ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมของประเทศให้ได้และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น แต่ก็สร้างข้อกังวลอีกมากมายเช่นกัน
    การดำเนินเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิคนั้น ทักษิณนิยามว่าคือ นโยบายเศรษฐกิจ 2 แนวทาง (Dual Track Policy) โดยกล่าวว่านโยบายนี้ คือสูตรในการสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทย แนวทางแรกคือ กระตุ้นการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยว เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ และแนวทางที่สองคือ การกระตุ้นไปในระดับรากหญ้า มุ่งไปที่เกษตรกร ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ๆความมุ่งหมายกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยหาทางลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้ประชาชน

    3.ผลที่เกิดขึ้น นโยบายเศรษฐกิจ 2 แนวทาง เป็นการปรับสังคมเศรษฐกิจฐานล่างให้เป็นระบบสังคมนิยมที่มีเป้าหมาย ส่วนเศรษฐกิจฐานบนใช้ระบบทุนนิยมที่มีอุดมการณ์ แต่นอกเหนือจากการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแบบ นโยบายเศรษฐกิจ 2 แนวทาง แล้ว บางส่วนของนโยบายทักษิโณมิคคือ การแทรกตัวเข้าสู่ตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นเติบโต เพื่อใช้เป็นช่องทางระบายหุ้นรัฐวิสาหกิจออกไปให้มากที่สุด เป็นการเชื่อมโยงระหว่างดัชนีตลาดหุ้น กับการสร้างมูลค่าสินทรัพย์ของรัฐ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลได้ใช้กลไกเชื่อมโยงจากตลาดหุ้นไปสู่อุปสงค์รวมระบบเศรษฐกิจ ด้วยวิธีการนำสินทรัพย์ในตลาดหุ้นเปลี่ยนให้เป็นกระแสเงินสด ใช้ต่อสายป่านมาหมุนเศรษฐกิจอีกรอบ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใช้ตลาดหุ้นสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้รัฐวิสาหกิจออกจากอ้อมอกของรัฐบาล ให้ยืนบนขาของตัวเอง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดหุ้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด เพราะนั่นจะหมายถึงการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จด้วย ทักษิโณมิค มีแนวโน้มการอาศัยความสามารถในเชิงบริหารจัดการของฝ่ายบริหารเป็นกลไกสำคัญในการบริหารนโนบาย จะเห็นได้จากการจัดสรรงบประมาณกลางจำนวนสูงโดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดการใช้จ่ายล่วงหน้า หรือการเข้าไปตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยหวังว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะไม่ขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบ managed market economy

    4.แหล่งที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%84

     
  108. เสกสรรค์ บุญญะกา 5117441046 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:56 AM

    1. ชื่อนโยบาย : นโยบายด้านการคมนาคม
    2. รายละเอียดของนโยบาย : (๑) ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายคมนาคม ขนส่ง และสื่อสาร บนพื้นฐานของการเกื้อหนุนการผลิต การสร้างงานและสร้างรายได้
    (๒) พัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้ทันสมัยและทั่วถึง เพื่อประโยชน์ในการรับและส่งสารสนเทศและความรู้ไปสู่ประชาชน เชื่อมโยงกับต่างประเทศ และรองรับต่อการเปิดเสรีในธุรกิจโทรคมนาคม
    (๓) ปรับปรุงและพัฒนาระบบขนส่งมวลชนและเครือข่ายการคมนาคมภายในประเทศ ให้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
    (๔) ส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกในภูมิภาค พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
    (๕) ส่งเสริมการพัฒนาการพาณิชย์นาวีให้เป็นระบบอย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกของประเทศ โดยส่งเสริมการพัฒนากองเรือไทยและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องให้เข้มแข็ง การก่อสร้างและบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกให้เพียงพอและได้มาตรฐาน
    (๖) สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยของการเดินเรือทั้งทางน้ำและทางทะเลในประเทศเพื่อนบ้าน
    (๗) พัฒนาคุณภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการขนส่งทางอากาศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศในภูมิภาค
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง : มีระบบการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.eppo.go.th/doc/Gov-Policy/pt-5.htm

     
  109. นายไพศาล ดือราแม รปศ หมู่1 ปี4 รหัส 5117441032

    มิถุนายน 23, 2011 at 10:56 AM

    นโยบายไฟฟ้าฟรี
    นายกวิน ทังสุภานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สกพ. เปิดเผยว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่และการยกเว้นค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะมีผลในเดือนกรกฎาคมนี้ ทาง สกพ.จะให้มีความโปร่งใสมากกว่าเดิม โดยมีการแสดงต้นทุนการผลิตระบบส่งไฟฟ้าและระบบจำหน่าย รวมทั้งมาตรฐานบัญชีของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า
    ขณะที่การเกลี่ยเงินจากผู้ที่รับภาระช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จะเป็นการเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ รวมเป็นเงินประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 11 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะมีผลเดือนกรกฎาคมนี้เช่นกัน
    ส่วนเงินที่เรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า ที่ไม่ได้มีการลงทุนตามแผนงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รวม 6,900 ล้านบาท จะเกลี่ยคืนให้ประชาชนทุกภาคส่วนในรูปของการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) โดยการทยอยเรียกคืนจะดูถึงภาระทางการเงินของทั้ง 3 การไฟฟ้าด้วย

    ทีมา http://www.manager.co.th

     
  110. พงษ์พัฒน์ ทวีวัฒน์ รหัส 5117441025 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 23, 2011 at 11:04 AM

    1. ชื่อนโยบาย : นโยบายการพัฒนาแรงงาน
    2. รายละเอียดของนโยบาย : ด้วยตระหนักว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญในระบบการผลิตและระบบเศรษฐกิจแผนใหม่รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางการพัฒนาและยกระดับแรงงาน ดังนี้
    (๑) ส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มคุณภาพแรงงานและยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนมาตรการด้านการเงินและการคลังเพื่อให้การพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานสามารถตอบสนองความต้องการของวิสาหกิจในแต่ละชุมชนได้อย่างเหมาะสม และให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อลดปัญหาการว่างงาน และการอพยพเข้ามาทำงานในเมือง รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น
    (๒) ส่งเสริมมาตรการด้านการประกันสังคม ขยายขอบข่ายการให้สวัสดิการด้านแรงงาน เพื่อให้มีการคุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบอย่างเหมาะสม และให้มีระบบการคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความคุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี
    (๓) ส่งเสริมให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข ปัญหา พัฒนา และคุ้มครองแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
    (๔) คุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายหน้าจัดหางานและนายจ้าง
    (๕) กำหนดมาตรการที่เหมาะสมสำหรับแรงงานต่างด้าว โดยคำนึงถึงความต้องการแรงงานของภาคเอกชนและการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานไทยขึ้นทดแทน
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง : ทำให้ประชาชนส่วยใหญ่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้างเพิ่มมากขึ้น จะได้ไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ
    4.แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.eppo.go.th/doc/Gov-Policy/pt-6.htm

     
  111. นางสาว สุนิสา กาหลง

    มิถุนายน 23, 2011 at 11:06 AM

    นางสาว สุนิสา กาหลง รปศ. ปี4 หมู่2 เลขที่45

    นโยบายการค้าเสรี
    นโยบายการค้าเสรี หมายถึง เป็นการค้าโดยปราศจากการแทรกแซงใด ๆ จากรัฐบาลในกิจการค้าระหว่างประเทศ ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นการแข่งขันอย่างสมบูรณ์และราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกของตลาด
    ลักษณะของนโยบายการค้าเสรี
    1. การผลิตสินค้าจะใช้หลักการแบ่งงานกันทำ
    2. รัฐบาลแต่ละประเทศจะให้สิทธิแก่ทุกประเทศเหมือน ๆ กันในการค้าระหว่างประเทศ
    3. ไม่มีข้อจำกัดทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็บภาษีอากร หรือการจำกัดโควต้า
    ผลที่ได้รับ
    “นโยบายการค้าเสรี” ถือเป็นสิ่งที่ดีและจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะโลกยุคใหม่พัฒนาไปเร็วมาก ทำให้เกิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจมากมายในตลาดโลกแต่ปัญหาใหญ่ที่ตามติดมา ก็คือ “การแข่งขัน” ในรูปแบบต่างๆ จะเกิดขึ้นควบคู่กันทันทีทั้งนี้ การจะได้ประโยชน์จากการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าหรือไม่นั้น ต้องอยู่ภายใต้ เงื่อนไขสำคัญ คือจะต้องสร้าง “ความสามารถการ แข่งขันของธุรกิจไทย”ให้เกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลเป็นสำคัญ
    การสร้างประสิทธิภาพของภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งจะต้องปรับและพัฒนาตัวเองอีกมาก ต้องมีระบบ กับการบริหารงานที่ดีให้มีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส ได้ประสิทธิภาพเพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดสากลประกอบกับจะต้องสร้างธรรมาภิบาลของภาครัฐ ที่ไม่เพียงเฉพาะการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้เท่านั้น หากยังจะต้อง “ความมีประสิทธิภาพทางการบริหาร”ที่จะต้องดีจริง วัดและพิสูจน์ได้อีกด้วยการจัดทำเขตการค้าเสรีจะบังเกิดผลอย่างใดนั้น จึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่จะต้องมีมาตรการ การประสานร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพและจริงจังเพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรวมอย่างยั่งยืนตลอดไป
    แหล่งที่มาของข้อมูล http://www.gotoknow.org

     
  112. พงศกร พุทธสิงหนาท รหัส 5117441024 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 23, 2011 at 11:36 AM

    1. ชื่อนโยบาย : นโยบายการลงทุนของ กบข.

    2. รายละเอียดของนโยบาย : คือการบริหารเงินของกองทุนโดยมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในเรื่องของความสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยของเงินต้น (Preservation of Capital)” กับ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อให้สมาชิกมีมาตรฐานและคุณภาพของการดำรงชีวิตที่เหมาะสมภายหลังการเกษียณ
    “หลักการลงทุน กบข.” นั้นจะอยู่ภายใต้กฎหมายแห่ง
    •กรอบของพระราชบัญญัติ กบข. และ
    •กฎกระทรวง”
    อีกทั้ง กบข. ยังได้มีการจัดทำ
    •แนวทางการกำกับดูแลที่ดี (Corporate Governance)
    •ถ้อยแถลงนโยบายลงทุน (Investment Policy Statement) และ
    •แนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR)
    เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการลงทุนของกองทุนอีกด้วย ซึ่งส่งผลให้ กบข. มีกระบวนการในการตัดสินใจลงทุนที่มีความรอบคอบ มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ ควบคู่ไปกับการพิจารณาถึงผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่าเหมาะสม และมีกระบวนการติดตามประเมินสถานการณ์การลงทุนของตลาดการลงทุนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกอย่างแท้จริง สมดั่ง “ปรัชญาการลทุน” ของ กบข. ที่ว่า
    1.เสริมสร้างผลประโยชน์ของสมาชิก
    2.เสริมสร้างผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม
    3.เป็นกิจการที่มีการบริหรการจัดการที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง :เป็นการตอบแทน สมาชิกของ กบข มีการเป็นอยู่ดีขึ้นหลังจากเกษียน

    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://www.gpf.or.th/web/GPF_InvestmentPolicy.asp

     
  113. นายพรรณเชษฐ เลื่อมสำราญ 5117441027 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 23, 2011 at 11:54 AM

    1. ชื่อนโยบาย : นโยบายสุขศึกษาแห่งชาติ
    2. รายละเอียดของนโยบาย :
    นโยบายข้อที่ 1 ให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพต่อการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในทุกระดับ
    นโยบายข้อที่ 2 ให้มีการพัฒนาแก่บุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์
    นโยบายข้อที่ 3 ให้มีการพัฒนาสื่อด้านสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ที่ได้มาตรฐานทางวิชาการ
    นโยบายข้อที่ 4 ให้มีการดำเนินงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง
    นโยบายข้อที่ 5 ให้มีการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพ ในรูปสุขบัญญัติแห่งชาติในทุกกลุ่มประชากรเป้าหมาย
    นโยบายข้อที่ 6 ให้มีการระดมทรัพยากร เพื่อสนับสนุนงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ ในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขทั้งภาครัฐและเอกชนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
    นโยบายข้อที่ 7 ให้มีการพัฒนาองค์กรและการประสานงานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง : ได้มีการพัฒนาบุคคลากรทางด้านการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อสุขพลานามัยของประชาชนจะได้ดีขึ้นด้วย
    4. แหล่งที่นักศึกษาไปได้ข้อมูลเหล่านี้มา : http://203.157.184.6/sasuk101/index.php?option=com_content&view=article&id=5&Itemid=2

     
  114. นายชัยรักษ์ ล้วนเกษม รปศ. ปี 4 หมู่ 1 รหัส 5117441009

    มิถุนายน 23, 2011 at 1:07 PM

    นายชัยรักษ์ ล้วนเกษม รปศ. ปี4 หมู่1 5117441009

    ชื่อนโยบาย
    นโยบายการพัฒนาการศึกษา
    ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    โดย (นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ)
    รายละเอียดของนโยบาย
    ๑. การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ขอให้ทุกส่วนราชการให้ความสำคัญในเรื่อง คุณภาพ โอกาส และการมีส่วนร่วมทางการศึกษา และร่วมขับเคลื่อนโดยพร้อมเพรียงกัน
    ๒. โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเตรียมการให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้คุณภาพดีกว่าเดิม โดยยึดหลักภาคี ๔ ฝ่าย ได้แก่ ครู กรรมการนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชนที่ต้องเข้ามาดูแล
    ๓. จัดตั้ง “โรงเรียนดีประจำตำบล” จะนำร่องเขตพื้นที่การศึกษาละ ๑ โรงเรียน ๑ ตำบล โดยคัดโรงเรียนในกำกับของชุมชน ให้มีภาคีระหว่างชุมชน อบต. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากนั้นจัดทำ MOU ร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงมหาดไทย และนายกเทศมนตรี โดยขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อร่วมกันจัดการศึกษา ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก และยุทธศาสตร์ในการลดภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
    ๔. พัฒนาการศึกษา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจะทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงภาคใต้ โดยการพัฒนาปอเนาะให้เข้มแข็ง ปรับปรุงหลักสูตรการสอนศาสนาในโรงเรียน เพื่อจะใช้การศึกษาสร้างสันติสุขและสมานฉันท์
    ๕. สร้างแหล่งเรียนรู้ราคาถูก คือ กศน.ตำบล โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและ อบต. จะทำให้ครบทุกตำบลภายในปี ๒๕๕๓
    ๖. จัดทำโครงการ Teacher channel เพื่อการพัฒนาคุณภาพครู ให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่วนโครงการ Tutor channel ให้ทำต่อไปและให้นำไปไว้ในเว็บไซต์ด้วย
    ๗. สร้างขวัญและกำลังใจครู จะดำเนินการผลักดันพระราชบัญญัติเงินวิทยฐานะ ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ ขวัญกำลังใจให้เพี่อนครู จะจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู
    ๘. สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อให้สนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ โดยส่งเสริมให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา เป็นหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการองค์ความรู้

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    หลังจากที่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านการศึกษาแล้วพบว่าเยาวชนที่ขาดแคลนทุนการศึกษาได้มีโอกาศในการศึกษาเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการศึกษาที่ดีขึ้นเนื่องจากมีครูที่มีคุณภาพ พร้อมยังมีสถานศึกษาประจำตำบล(กศน.)ที่มีคุณภาพรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพครูให้ครูได้มีประสิทธิภาพในการสอนมากขึ้นและได้พัฒนาการศึกษา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการพัฒนาปอเนาะให้เข้มแข็ง ปรับปรุงหลักสูตรการสอนศาสนาในโรงเรียน เพื่อจะใช้การศึกษาสร้างสันติสุขและสมานฉันท์
    และสร้างความมั่นคงให้กับภาคใต้
    การนำนโยบาย การพัฒนาการศึกษา มาปฏิบัติแล้วมีการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีแต่ไม่ถึงกับดีมากเพราะการนำนโยบายไปปฏิบัติได้เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาความขัดแย้งด้านการเมืองพอดีจึงทำให้ผลของการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร

    แหล่งที่มา http://www.lp-area1.go.th/chinaworn_policy.pdf

     
  115. นาย ศรัณย์ สรรพคุณ 5117444038 รปศปี4 หมู่4

    มิถุนายน 23, 2011 at 1:20 PM

    ชื่อนโยบาย กระทรวงเกษตรฯวางนโยบายภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างรายได้ให้แผ่นดิน
    ด้วยบทบาทและภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการดูแลและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรของไทย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่าง ๆ ส่วนหนึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินงาน เพื่อสานต่อนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

    นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ว่าจะให้ความสำคัญงานในโครงการพระราชดำริ เพื่อให้มีความรุดหน้าและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญภาคเกษตรมาอย่างยาวนาน จนมีการจัดตั้งโครงการต่าง ๆ ขึ้นมากมาย โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริ ติดตามและดูแลงาน อย่างใกล้ชิด

    ในขณะเดียวกันจะพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนและมั่นคง ภายใต้แนวคิดที่ว่า เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีอาหารบริโภคที่ปลอดภัย สร้างรายได้ให้แผ่นดินโดยยึด 3 แนวทางเป็นหลักในการทำงาน

    แนวทางที่ 1 เกษตรเพื่อเกษตร ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ ส่งเสริมรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมกับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สร้างแหล่งน้ำที่เหมาะสม พัฒนาระบบชลประทาน ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรมไทย ด้วยการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยร่วมดำเนินการกับกระทรวงศึกษาธิการ ใช้วิทยาลัยเกษตรกรรมที่มีอยู่ทั้งหมด 50 แห่งทั่วประเทศ เป็นแหล่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ในขณะที่กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้สนับสนุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สร้างแหล่งน้ำ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน หลักสูตรที่เกิดขึ้น จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจอาชีพเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา โดยหน่วยงานรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

    นอกจากนี้จะจัดตั้ง นิคมการเกษตร โดยได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไปคัดเลือกพื้นที่นำร่อง โดยให้ผู้ที่จบการศึกษาจากโครงการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ โดยนิคมการเกษตรนั้น จะเป็นนิคมที่นำเกษตรกรเข้าสู่ระบบภาคการเกษตรเต็มรูปแบบ ตั้งแต่กระบวนการคิดค้น การวิจัยการเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด

    ส่วนแนวทางที่ 2 เกษตรเพื่อประชาชน มีหลักสำคัญ คือ ประชาชนต้องมีอาหารอย่างพอเพียงเพื่อการบริโภค และในความพอเพียงนั้น อาหารจะต้องปลอดภัยจากสารพิษ สารปนเปื้อน สารตกค้าง ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรต้องเป็นธรรม คือ เป็นธรรมทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค

    สำหรับแนวทางสุดท้าย คือ เกษตรเพื่อเศรษฐกิจ มุ่งหวังที่จะผลักดันผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร วางแผนแก้ปัญหาภาคการผลิตแบบบูรณาการ โดยจะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตผลผลิตทางการเกษตรแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสร้างมิติใหม่ในการส่งเสริมทั้งภาคผู้ผลิตและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

    ทั้งนี้ นโยบายกระทรวงเกษตรฯ ด้วยการนำของรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีอาหารบริโภคที่ปลอดภัย สร้างรายได้ให้แผ่นดิน” น่าจะสร้างโอกาสที่ดีให้แก่ภาคเกษตรไทยพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ในอนาคต

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะได้ช่วยลดต้นทุน และยังได้มีการพลักดันสินค้าเกษตรส่งออกทําให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น

    แหล่งที่มาของข้อมูล หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
    http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=53453&NewsType=2&Template=1

     
  116. อิสสระพงษ์ เพิ่่มพวก

    มิถุนายน 23, 2011 at 1:23 PM

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายการค้าระหว่างประเทศ

    นโยบายการค้าระหว่างประเทศ คือ นโยบายที่แต่ละประเทศใช้ในการนำสินค้าเข้า และส่งสินค้าออก ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น นโยบายแบบเสรี และ นโยบายแบบคุ้มกัน

    นโยบายการค้าแบบเสรี
    เป็นนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ นำสินค้ามาทำการค้าขายระหว่างกันอย่าง เสรี โดยปราศจากข้อจำกัดใดๆ ประเทศที่จะถือนโยบายการค้าโดยเสรีจะต้องอยู่ในเงื่อนไข ดังนี้
    1. ต้องดำเนินการผลิตตามหลักการแบ่งงาน คือ ทุกประเภทจะต้องเลือกผลิตเฉพาะที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูง
    2. ต้องไม่มีการเก็บภาษี หรือมีการเก็บภาษีแต่น้อย โดยไม่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความ ได้เปรียบเสียเปรียบ
    3. ต้องไม่มีการให้สิทธิพิเศษและไม่มีข้อจำกัดทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ หากถือตามเงื่อนไขนี้แล้วในปัจจุบันไม่มีประเทศใดที่จะมีนโยบายการค้าโดยเสรีได้ อย่างเป็นทางการเพราะนโยบายลักษณะนี้ประเทศที่กำลังพัฒนาจะเสียเปรียบประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างมาก แต่บาง ประเทศมีการตกลงร่วมกันอยู่บ้าง เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป เป็นต้น

    นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน
    เป็นนโยบายที่มุ่งสนับสนุนภาพการผลิตในประเทศ มีหลักการตรงกันข้ามกับนโยบาย การค้าโดยเสรี คือรัฐบาลจะใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อจำกัดการนำเข้าและส่งเสริมการส่งออก
    วัตถุประสงค์ของนโยบายการค้าแบบคุ้มกัน พอสรุปได้ดังนี้
    1. เพื่อให้ประเทศช่วยตนเองได้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น เมื่อเกิดสงครามขึ้น อาจจะไม่ มีสินค้าที่จำเป็นบางอย่างใช้ เพราะไม่สามารถนำเข้ามาตามปกติได้ ในยามปกติจึงควรเตรียม การผลิตสินค้าที่จำเป็นสำรองไว้
    2. เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่ ถ้ารัฐบาล ไม่ห้ามสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด อุตสาหกรรมภายในจะต้องเลิกล้มกิจการ
    3. เพื่อป้องกันการทุ่มตลาด การทุ่มตลาด ได้แก่ การส่งสินค้าไปขายประเทศอื่น ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนเพื่อทำลายคู่แข่งขันในตลาดต่างประเทศ และเมื่อทุ่มตลาดสำเร็จได้ครองตลาดแห่งนั้นแล้วก็จะเพิ่มราคาสินค้าให้สูงขึ้นในเวลาต่อมา
    4. เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า การขาดดุลการค้า คือ มูลค่าสินค้าที่ส่งไปขายต่างประเทศน้อยกว่ามูลค่าสินค้าที่นำเข้ามา ทำให้ต้องเสียงเงินตราต่างประเทศออกไป จำนวนมาก จึงต้องแก้ไขโดยจำกัดการนำเข้าและส่งออกให้มากขึ้น

    เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินนโยบายการค้าคุ้มกัน จะมุ่งส่งเสริมการส่งสินค้าออกและกีดกันการนำสินค้าเข้า คือ
    1. การตั้งกำแพงภาษี ( Tariff Wall ) จะใช้วิธีการจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าหลายอัตรา คือ จัดเก็บภาษีศุลกากรตั้งแต่ 2 อัตราขึ้นไปในสินค้าชนิดเดียวกัน และเลือกใช้อัตราสูงแก่สินค้าที่ต้องการจะกีดกันไม่ให้นำเข้า ซึ่งเป็นมาตรการทางอ้อม
    2. การควบคุมสินค้า อาจเป็นการห้ามโดยเด็ดขาดหรือกำหนดโควต้า ( Quota ) ให้นำเข้าหรือส่งออก
    3. การให้การอุดหนุน ( Subsidies ) เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ผลิต ลดภาษีบางอย่างให้ เป็นต้น
    4. การทุ่มตลาด ( Dumping ) คือ การส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ และด้วยราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ซึ่งมี 3 กรณี คือ
    1.) การทุ่มตลาดเฉพาะกิจ เพื่อล้างสินค้าเก่าที่ค้างสต๊อก หรือเป็นสินค้าที่ล้าสมัย หรือเป็นสินค้าที่ไม่ขายภายในประเทศ เพื่อรักษาระดับราคาสินค้านั้นในตลาดภายในไว้
    2.) การทุ่มตลาดเป็นการชั่วคราว เป็นนโยบายที่จะส่งสินค้าไปขายต่างประเทศในราคาต่ำกว่าตลาดภายในประเทศเป็นการชั่วคราว และบางครั้งต้องขายต่ำกว่าทุน โดยมีเหตุผลดังนี้ คือ
    – แสวงหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ
    – กำจัดคู่แข่งขันซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิต
    – กีดกันไม่ให้คู่แข่งขันเข้ามาแย่งตลาดที่ครองอยู่
    – ตอบแทนการกระทำของผู้อื่น
    3.) การทุ่มตลาดเป็นการถาวร เป็นการทุ่มตลาดระยะยาว ซึ่งปกติจะไม่ทุ่มขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และที่สามารถดำเนินการทุ่มตลาดได้เนื่องจากการผลิตภายในประเทศขยายตัวสูงขึ้น และรัฐบาลให้เงินอุดหนุน โดยทั่วไปการส่งสินค้าไปทุ่มตลาดต่างประเทศมักกระทำเป็นการชั่วคราวเพื่อจำกัดคู่แข่ง และเมื่อสามารถผูกขาดตลาดได้แล้ว ก็จะขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยภายหลัง
    5. ข้อตกลงทางการค้า นับเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการดำเนินนโยบายการค้าคุ้มกัน เพื่อให้สิทธิหรือฐานะทางการค้าเป็นพิเศษแก่ประเทศคู่สัญญา
    6. การควบคุมเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกลางจะควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งอุปสงค์และอุปทานของเงิน เพื่อสกัดกั้นการไหลออกของเงิน และพยายามดูดเงินตราต่างประเทศเข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง เป็นการจัดสร้างเงินตราให้เข้ามาหมุนอยู่ในประเทศ ทำให้มีเงินเข้าออกในประเทศส่งผลให้ประชาชนมีงานทำ

    4.แหล่งที่มา http://megaclever.blogspot.com/2008/07/blog-post_2687.html

     
    • อิสสระพงษ์ เพิ่่มพวก ปี.4 หมู่4 5117444052 ครับ

      มิถุนายน 23, 2011 at 1:25 PM

      ปี.4 หมู่.4 รหัส 5117444052

       
  117. นายสรรเพชร ขนุนทอง รปศ. ปี4 หมู่ 1 เลขที่43

    มิถุนายน 23, 2011 at 1:33 PM

    นายสรรเพชร ขนุนทอง รปศ. ปี4 หมู่ 1 เลขที่43

    1.ชื่อนโยบาย
    โครงการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดและสารเสพติด

    2.รายละเอียดของนโยบาย
    กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ ดำเนินการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดและสารเสพติด โดยมีผู้ป่วยยาเสพติดและสารเสพติดมาบำบัดรักษา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 ถึงปัจจุบัน มีจำนวน 1) ผู้ป่วยยาเสพติด 3,164 คน คิดเป็นร้อยละ 49.44 ของเป้าหมาย 6,400 คน 2) ผู้ป่วยสารเสพติด 3,128 คน คิดเป็น ร้อยละ 54.49 ของเป้าหมาย 5,740 คน นอกจากนี้ ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ประสานความร่วมมือ สายด่วนยาเสพติด 1165 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานการรับส่งต่อผู้ป่วยยาเสพติดเข้ารับการบำบัดที่สถานบำบัดทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมทั้งการให้คำปรึกษาแกประชาชนที่ประสบปัญหามีลูกหลานหรือญาติติดยาเสพติด และให้คำแนะนำทางวิชาการแก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนในการบำบัดยาเสพติด ตลอดจนประชาชนสามารรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดและคำแนะนำแก้ไขเบื้องต้น ด้วยการโทรสายด่วนยาเสพติด 1165 ระบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง และเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ได้ดำเนินการเปิดตัวอาสาสมัครช่วยผู้ติดยา 1165 รุ่นแรกของประเทศ จำนวน 100 คน ประกอบด้วย ตำรวจ 191 ตำรวจชลสัมพันธ์ ตำรวจบ้าน อาสากู้ชีพ 1169 ศูนย์ประชาบดี 1300 มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต็กตึ้ง ตัวแทนสื่อวิทยุท้องถิ่น ตัวแทนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุขในเขตจังหวัดปทุมธานี โดยได้จัดอบรมหลักสูตรอาสาสมัครช่วยผู้ติดยา 1165 ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้เรื่อง โรคสมองติดยา แนวทางการการช่วยเหลือผู้ป่วยยาเสพติดภาวะฉุกเฉินเบื้องต้น เทคนิคการเข้าถึงตัวผู้ป่วยเพื่อการช่วยเหลือและการส่งต่อบริการ อีกทั้งยังเป็นเครือข่ายช่วยเหลือเบื้องต้นผู้ป่วยยาเสพติด และประสานเข้าสู่ระบบบำบัดเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
    โดยมีผู้ป่วยยาเสพติดและสารเสพติดมาบำบัดรักษา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 ถึงปัจจุบัน มีจำนวน 1) ผู้ป่วยยาเสพติด 3,164 คน คิดเป็นร้อยละ 49.44 ของเป้าหมาย 6,400 คน 2) ผู้ป่วยสารเสพติด 3,128 คน คิดเป็น ร้อยละ 54.49 ของเป้าหมาย 5,740 คน
    และได้บำบัติแล้วผุ้ป่วยดังกล่าวก๊ได้รับการบำบัติเรียบร้อยแล้วแล้วก๊ไม่กลับไปติดยาอีก

    4.แหล่งที่มา
    http://ict4.moph.go.th/reportm/index.php?option=com_content&view=article&id=69:2010-09-20-18-48-32&catid=41:2010-09-17-07-08-48&Itemid=73

     
  118. วัชรพงศ์ เตชวินิจสกุล ปี.4หมู่.4 5117444045

    มิถุนายน 23, 2011 at 1:47 PM

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายการคลัง
    2. นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) คือ นโยบายเกี่ยวกับการใช้จ่ายและรายได้ของรัฐ เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทาง เป้าหมาย และการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ นโยบายการคลังประกอบด้วย นโยบายภาษีอากร นโยบายด้านรายจ่าย นโยบายการก่อหนี้และบริหารหนี้สาธารณะ และนโยบายในการบริหารเงินคงคลัง
    วัตถุประสงค์ของนโยบายการคลัง
    ประการที่ 1 ส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดี จัดสรรทรัพยากรในสัดส่วนที่ทำให้สังคมได้รับสวัสดิการและมีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐสามารถจัดหาสินค้าและบริการสาธารณะ (Public goods and service) ในปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของประชาชน
    ประการที่ 2 ส่งเสริมการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม แต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์และภาระที่เป็นธรรม นโยบายการคลังจะนำไปสู่การปรับปรุงการกระจายรายได้เบื้องต้นของประชาชนให้ทัดเทียมกัน
    ประการที่ 3 เสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพิ่มการใช้จ่ายและขยายการลงทุนในภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การลงทุนและการผลิตของภาคเอกชน
    ประการที่ 4 รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการคลังสามารถใช้ในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพในตลาดเงิน และความสมดุลในบัญชีดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ
    นโยบายทางเศรษฐกิจ
    นโยบายทางเศรษฐกิจ หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบุคคลหรือคณะบุคคล โดยมีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจที่ได้ตั้งไว้
    นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
    1. นโยบายการเงิน หมายถึง นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการกำหนดและ ควบคุมปริมาณเงินและสินเชื่อ ให้มีความเหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นของระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพของราคา การส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการชำระเงินระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

    1) นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เป็นการแก้ไขปัญหาเงินฝืดของรัฐบาล โดยใช้
    เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งเป็น การเพิ่มอำนาจการซื้อให้ประชาชน เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้ระดับราคาสินค้าสูงขึ้น จูงใจให้ ลงทุนเพิ่มขึ้น การจ้างงานก็จะเพิ่มขึ้น ผลผลิตเพิ่มจนรายได้ประชาชาติสูงขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาเงินฝืด
    2) นโยบายการเงินแบบเข้มงวดหรือแบบรัดตัว เป็นการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อของรัฐบาลโดยใช้เครื่องมือการเงินต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น คือ ลดอำนาจการซื้อของประชาชนลง เป็นการแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ

    2. นโยบายการคลัง หมายถึง นโยบายการหารายได้และการวางแผนการใช้จ่ายของรัฐบาล นโยบายการคลัง เป็นเครื่องมือในการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรายได้ในประเทศ เพราะผลจากการดำเนิน นโยบายการคลังของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศตามเป้าหมายหรือจุดประสงค์ของรัฐบาลที่วางไว้ มี 3 ประเภท ดังนี้
    1) นโยบายการคลังกับการเปลี่ยนแปลงรายได้ประชาชาติ การเก็บภาษีอากรและการ
    ใช้จ่าย ของรัฐบาลมีผลกระทบกับรายได้และค่าใช้จ่ายของประเทศ เพราะถ้ารัฐบาลเก็บภาษี
    ในอัตราที่สูงทำให้ประชาชน มีรายได้ที่จะนำไปใช้จ่ายได้จริงมีจำนวนลดลง ทำให้การบริโภคของประชาชนลดลง ถ้ารัฐบาลเก็บภาษี ในอัตราที่ต่ำจะทำให้ประชาชนมีรายได้เหลืออยู่ในมือจำนวนมาก ประชาชนจะบริโภคเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้ รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นด้วย
    2) นโยบายการคลังกับการแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลใช้นโยบายการคลังแบบหดตัว
    เพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ โดยการเพิ่มอัตราภาษีและลดรายจ่ายของรัฐบาล เพื่อลดปริมาณเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจ ลดความต้องการบริโภคของประชาชนลงและลดรายจ่าย ของรัฐบาลทำให้ประชาชนมี รายได้ลดลง นโยบายนี้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแบบเกินดุล คือต้องทำให้รายรับสูงกว่ารายจ่าย
    3) นโยบายการคลังกับการแก้ปัญหาภาวะเงินฝืด รัฐบาลใช้นโยบายการคลังแบบ
    ขยายตัว เพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินฝืด โดยการเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาลและลดอัตราภาษี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจ เพิ่มความต้องการบริโภคของประชาชน เพิ่มการลงทุนเพิ่มการจ้างงานและผลผลิต ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น นโยบายนี้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณ แบบขาดดุล คือต้องทำให้รายจ่าย สูงกว่ารายรับ
    รายรับของรัฐบาล หมายถึง เงินที่รัฐบาลได้รับในรอบปี ได้แก่ รายได้รัฐบาลและเงินกู้
    ของรัฐบาล
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ทำให้มีเงินไว้ใช้จ่ายภายในประเทศได้พอ

    4.แหล่งที่มา http://megaclever.blogspot.com/2008/07/blog-post_4097.html

     
  119. นายบดินทร์ จิตรสมาน 5117441021 ปี 4 หมู่ 1

    มิถุนายน 23, 2011 at 2:01 PM

    1. ชื่อนโยบาย :นโบายขจัดความยากจน
    2. รายละเอียดของนโยบาย : รัฐบาลจะดำเนินนโยบายและมาตรการในการขจัดความยากจนของประเทศให้หมดสิ้นไป โดยปรับปรุงระบบบริหารจัดการทั้งระบบ เชื่อมโยงการแก้ไขความยากจนทุกระดับ ตั้งแต่บุคคลชุมชน และประเทศ ตลอดจนสร้างกลไกที่เชื่อมโยงให้คนยากจนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
    ในระดับบุคคล รัฐบาลจะเน้นการขยายโอกาส สร้างรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มช่องทางการเข้าถึงทุน ซึ่งรวมถึงเงินทุน กรรมสิทธิ์ที่ดินและองค์ความรู้โดยเร่งรัดการกระจายกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขยายโอกาสการเข้าสู่ทุนผ่านระบบการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รวมทั้งส่งเสริมระบบสหกรณ์และกระบวนการเรียนรู้ในการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ทั้งนี้รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงรุก โดยจัดตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่แก้ปัญหาความยากจนที่เรียกว่า “คาราวานแก้จน” เพื่อให้คำแนะนำและบริการต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างทักษะต่าง ๆ
    ในระดับชุมชนรัฐบาลจะดำเนินการเสริมสร้างขบวนการชุมชนเข้มแข็ง และให้คนยากจนสามารถ เชื่อมโยงประโยชน์จากปัจจัยแวดล้อมระดับมหภาคไปถึงคนจนในชุมชน รัฐบาลจะพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร
    ในระดับชุมชน เช่น โรงสีชุมชน โรงปุ๋ยเกษตรอินทรีย์ชุมชน ซึ่งจะต้องจัดให้มีทั่วถึงทุกอำเภอ และสหกรณ์เครื่องจักรกล เกษตรขั้นพื้นฐาน การสร้างระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าเกษตร และระบบการตลาดสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์นอกจากนั้นจะพัฒนาระบบการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากจากกองทุนหมู่บ้านที่มีความพร้อมสู่ธนาคารหมู่บ้านที่ให้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืนรัฐบาลเห็นว่าความเข้มแข็งของชุมชนเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ความยากจน ดังนั้น รัฐบาลจะได้จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (Small Medium Large : SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้บริหารแก้ไขปัญหาของตนเอง
    ในระดับประเทศ รัฐบาลจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างทั่วถึงและพอเพียง เพื่อให้สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในระยะยาวได้ โดยบริหารการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่กับการปรับปรุงคุณภาพดิน รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ จัดหาและจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของพื้นที่และความต้องการในระบบการผลิตของเกษตรกรอย่างทั่วถึง และจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicles : SPV) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด และแหล่งทุน เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร จัดตั้งระบบการบริหารจัดการสินค้าเกษตรรายผลิตภัณฑ์เพื่อเน้นการสร้างเสถียรภาพ ด้านราคาสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนต่อเกษตรกรอย่างเป็นธรรม รวมทั้งจะขยายขอบเขตการประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและแรงงานในภาคเกษตรอีกด้วย
    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง : ประชาชนมีเงินเหลือมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้หนี้ได้อีกด้วย โดยไม่ต้องไปกู้เงินจากที่อื่นๆ มาเพื่อใช้จ่ายในส่วนอื่นๆอีดด้วย
    4.แหล่งที่มา http://region3.prd.go.th/problempoor/polocy.htm

     
  120. พิสุทธิ์ กสิพร้อง

    มิถุนายน 23, 2011 at 2:19 PM

    นาย พิสุทธิ์ กสิพร้อง รปศ.ปี 4 หมู่ 4 5117444030

    1. ชื่อนโยบาย นโยบายด้านการต่างประเทศ
    2. รายละเอียดของนโยบาย (๑) มุ่งดำเนินนโยบายการต่างประเทศโดยเน้นการทูตเชิงรุกด้านเศรษฐกิจ
    ประกอบกับการทูตในด้านต่าง ๆ
    เพื่อฟื้นฟูและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกด้าน
    (๒) ยึดหลักการดำเนินงานด้านความมั่นคง การพัฒนา
    และการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศ
    เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมภายใต้กรอบแห่งสหประชาชาติและองค์กร
    ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก
    (๓) เพิ่มบทบาทเชิงรุกในสังคมระหว่างประเทศ
    โดยริเริ่มการขยายความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน
    ไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
    รวมทั้งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานให้เกิดความร่วมมือเพื่อดำรงสันติภาพ
    และระงับความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาค
    (๔) ส่งเสริม รักษา และคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ
    รวมทั้งของภาคเอกชนไทยแรงงานไทย และคนไทยในต่างประเทศ
    (๕) ฟื้นฟูและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศกับประเทศ
    เพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเอเชียอย่างเร่งด่วน
    ด้วยการสานต่อหรือริเริ่มความสัมพันธ์และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในทุกด้าน
    ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อนำมาซึ่งความเข้าใจอันดีระหว่างกันในการแก้ไขปัญหา
    และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์จริงใจ และโดยสันติวิธี

    3. ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    เป็นนโยบายที่กลับมาเน้นให้ความสำคัญกับความ สัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชีย โดยเน้นไปที่ความร่วมมือกับต่างประเทศในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การคมนาคม การท่องเที่ยว ทำให้ต่างประเทศสนใจมาลงทุนในประเทศมากขึ้น

    4.แหล่งที่มา http://www.mof.go.th/social/mof_newgov_policy_old.htm

     
  121. นาย อภิรักษ์ พิมล 5117443054 รปศ. ปี4 หมู่ 3

    มิถุนายน 23, 2011 at 2:59 PM

    1.ชื่อนโยบาย นโยบาย 3G TOT
    2.รายละเอียดของนโยบาย ดร.อานนท์ ทับเที่ยง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ภายใต้แบรนด์ ทีโอที 3G นั้นเป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบายบรอดแบรนด์แห่งชาติของรัฐบาลและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานระบบโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ทีโอที เป็นผู้ให้บริการ 3G ที่เป็นมาตรฐานสากลรายเดียวในประเทศที่ใช้เทคโนโลยีระบบ HSPA หรือระบบ 3.9G
    ซึ่งหลังจากที่ ทีโอที ได้เปิดบริการ 3G มาตั้งแต่ปลายปี 2552 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ล่าสุด ทีโอที ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างกลุ่มเอสแอลคอนซอเตียมในการสร้างโครงข่าย และ เซ็นสัญญาสินเชื่อกับธนาคารเพื่อสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งได้เริ่มสำรวจพื้นที่ในการติดตั้งระบบชุมสายและสถานีให้บริการแล้ว โดยจะขยายพื้นที่ขอบเขตการให้บริการและคุณภาพการรับสัญญาณตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ และจะกระจายไปยังจังหวัดเศรษฐกิจทั้ง ชลบุรี, ระยอง, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, พิษณุโลก, อุดรธานี, นครราชสีมา, ขอนแก่น, หนองคาย และ อุบลราชธานี ซึ่งจะพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายนปีนี้และทั้งโครงการจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคม 2555
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ซึ้งทำให้ประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นในด้านการสื่อสารแบบไร้สายโดยโครงข่าย 3G TOT มีผลทำให้ด้านการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ่น
    4.แหล่งที่มา http://news.voicetv.co.th/technology/11762.html

     
  122. นายสิโรตน์ ชนะสิทธิ์ รปศ ปี4 หมู่2 5117442043

    มิถุนายน 23, 2011 at 3:17 PM

    ชื่อนโยบาย
    ขยายพื้นที่ชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน
    รายละเอียดของนโยบาย
    โดยฟื้นฟูและขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน โดยดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อประโยชน์ในการปรับโครงสร้างภาคการเกษตร การบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ทั้งในพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งระบบประปาที่ถูกสุขอนามัย เพื่อการอุปโภคและบริโภคแก่ประชาชนให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำโดยการพัฒนาระบบชลประทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชลประทานระบบท่อ
    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
    ประชาชนได้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดียิ่งข้น
    แหล่งที่มา
    http://www.sri.cmu.ac.th

     
  123. วรรณศักดิ์ ศรีประเสริฐ

    มิถุนายน 23, 2011 at 3:19 PM

    นาย วรรณศักดิ์ ศรีประเสริฐ รปศ. ปี 4 หมู่ 4 5117444035
    1.ชื่อนโยบาย
    ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเด็กและเยาวชน
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยได้ประสบกับภาวะวิกฤติหลายอย่าง กล่าวคือ ปัญหาความยากจน ปัญหาคอรัปชั่นและปัญหายาเสพติด ทุกปัญหาถือเป็นภัยร้ายแรงต่อปัญหาการพัฒนาประเทศอย่างยิ่งจึงเป็นความจำเป็นโดยเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข สร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและเยาวชนที่จะเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญต่อประเทศชาติในอณาคต ด้วยการใช้หลักคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาเสริมความรู้สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กนักเรียนให้เปป็นคนที่มีคุณธรรม เติมเต็มให้กับคนในสังคม จึงจัดทำโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเด็กและเยาวชเด็มและเยาวชนขึ้นน
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฎิบัติจริง
    หลังจากที่มีการจัดอบรมเข้าค่าย ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเด็กและเยาวชน แล้ว ทำให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับการเข้าอบรมในครั้งนี้ได้ตระหนักถึงคุณค่าของ คุณธรรม จริยธรรม ทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนที่มีคุณภาพ และเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ
    4.แหล่งที่มา
    ไปขอนโยบายของเทศบาลตำบลปากน้ำแหลมแหลมสิงห์ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี มาครับ

     
  124. นายกิตติ สืบชมภู รปศ ปี4 หมู่2 5117442001

    มิถุนายน 23, 2011 at 3:35 PM

    ชื่อนโยบาย
    สร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก
    รายละเอียดของนโยบาย
    จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง และจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้จากวงเงินที่เคยจัดสรรให้เดิม เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชน ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเร่งรัดและลดขั้นตอนของภาครัฐเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว
    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการนำนโยบายสร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก
    ที่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนทำให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตร
    แหล่งที่มา
    http://www.teched.rmutt.ac.th

     
  125. นายอัครวัฒน์ เรืองขำ รปศ ปี4 หมู่2 5117442009

    มิถุนายน 23, 2011 at 3:43 PM

    ชื่อนโยบาย
    จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ
    รายละเอียดของนโยบาย
    เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ และมีระบบการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน
    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ประชาชนไม่ถูกโกงราคาสินค้าเกษตรจากพ่อค้าคนกลาง
    แหล่งที่มา
    http://www.teched.rmutt.ac.th

     
  126. น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30

    มิถุนายน 23, 2011 at 3:59 PM

    น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30
    1.ชื่อนโยบาย โครงการถนนสีขาว ถนนแห่งความปลอดภัย ของกระทรวงคมนาคม
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    กระทรวงคมนาคม ดำเนินการโครงการถนนสีขาว ถนนแห่งความปลอดภัย ซึ่งเป็นโครงการนำร่องใน 5 สายทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนน มีเส้นทางที่สะดวก และปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่
    นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 8 นครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทาง กรมทางหลวง ได้กำหนดจัดโครงการ ถนนสีขาว ถนนแห่งความปลอดภัย โดยเป็นโครงการนำร่อง 5 สาย ทั่วประเทศ ซึ่งในส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ดำเนินการบริเวณทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงอำเภอสีคิ้ว – อำเภอสูงเนิน ช่วงกิโลเมตรที่ 375 – 152 รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการดำเนินการด้วยการบริหารจัดการและปรับปรุงถนนตามหลักวิศวกรรมจราจรและงานทาง เพื่อปรับปรุงเส้นทางให้ดีพร้อม สร้างความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัย และการรักษาวินัยจราจร โดยกระทรวงคมนาคม ได้คัดเลือกถนนในโครงการถนนสีขาว จังหวัดละ 1 เส้นทาง ซึ่งถนนดังกล่าวจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท โดยกระทรวงฯตั้งเป้าว่าถนนที่อยู่ในโครงการ ต้องไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะผลักดันนโยบายด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องในปี2554 และจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยโครงการถนนสีขาวจะเป็นโครงการนำร่องด้านความปลอดภัย ถนนที่อยู่ในโครงการจะเป็นถนนที่มีป้ายบอกทางและป้ายเตือนผู้ขับขี่อย่างชัดเจน รวมทั้งมีอาสาสมัคร เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางเพิ่มความระมัดระวังให้เกิดความปลอดภัย และให้กรมทางหลวงปรับแผนโครงการขยายช่องจราจรให้เป็น 4 ช่อง โดยจัดลำดับความสำคัญในเขตชุมชนก่อน
    สำหรับประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ ต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทาง หรือต้องการขอรับความช่วยเหลือจากกรมทางหลวง ก็สามารถโทรศัพท์สอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    คือทำให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน มีการใช้เส้นทางที่สะดวกมากขึ้นและมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้นด้วย
    ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวันสงกรานต์ก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นคือมีผู้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุน้อยลงจากปีก่อนๆ
    4.แหล่งที่มา http://www.kctv.co.th/content/2996

     
  127. นาย ธรรมรัตน์ ชาวปลายนา 5117444020 รปศปี4 หมู่4

    มิถุนายน 23, 2011 at 4:04 PM

    ชื่อนโยบาย ทิ้งขยะปรับ2000บาท
    นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า หลังกทม.มีนโยบายจับปรับผู้ทิ้งขยะในที่สาธารณะทั่วกรุงเทพฯ ดีเดย์จับปรับจริงจังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2552 ตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดปี 2535 ให้จับปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่ตนให้นโยบายปรับ 100 บาทไปก่อน จากนั้นเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมาได้เพิ่มค่าปรับเป็น 200 บาท มาจนถึงปัจจุบันโดยตั้งจุดจับปรับ 50 จุด ผลการจับปรับระหว่างเดือน ต.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมามียอดตักเตือนทั้งหมด 1,159 ราย จับปรับ 3,675 ราย ยอดค่าปรับ 480,590 บาท โดยเดือน มี.ค.-เม.ย. ดำเนินการได้น้อยมาก ขณะที่เดือน พ.ค.เกือบไม่ได้ดำเนินการตามนโยบาย เนื่องจากต้องส่งกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจไปช่วยดูแลการชุมนุม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์การชุมนุมได้แล้ว ดังนั้นตนจะฟื้นนโยบายดังกล่าวในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักเทศกิจ และฝ่ายเทศกิจเขต เพื่อให้เดินหน้าโครงการอย่างจริงจังต่อไป โดยจะเพิ่มค่าปรับเป็น 500 บาท ดำเนินการราว 3 เดือนระหว่าง มิ.ย.- ส.ค. จากนั้นตั้งแต่ 1 ก.ย. จะเพิ่มค่าปรับเป็น 1,000 บาท และค่อยไต่ระดับเป็นจับปรับสูงสุด 2,000 บาทตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้

    นายธีระชน กล่าวต่อว่า จากนั้นจะขยายการจับปรับไปยังแม่น้ำลำคลองที่สาธารณะด้วย ส่วนจุดจับปรับทั้ง 50 จุด เดิมนั้น ช่วงแรกจะให้เจ้าหน้าที่เทศกิจประจำตามจุดเดิมไปก่อน จากนั้นจะพิจารณาปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปด้วยเช่นกัน โครงการนี้กทม.ไม่ได้มุ่งหวังเงินค่าปรับแต่ต้องการรณรงค์สร้างจิตสำนึก และกระตุ้นเตือนประชาชน รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนไม่ให้ทิ้งขยะในที่สาธารณะ
    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
    ทำให้ขยะมีจำนวนน้อยลงและมีความสะอาดมากขึ้น
    แหล่งที่มา
    http://www.dailynews.co.th

     
  128. น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30

    มิถุนายน 23, 2011 at 4:22 PM

    น.ส. เพชรรัตน์ ภาคจิตร์ รปศ. ปี 4 หมู่ 1 เลขที่ 30
    1.ชื่อนโยบาย
    นโยบายส่งเสริมประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคม
    2.รายละเอียดของนโยบาย
    ระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
    รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การที่รัฐบาลได้นับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดมิติใหม่ของระบบการเมืองไทย ที่มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่รัฐบาลก็ตระหนักดีว่าสังคมในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการตรวจสอบการบริหารกิจการบ้านเมือง โดยมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ดังนั้น รัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในรูปแบบที่เหมาะสมและหลากหลายเกี่ยวกับเรื่องสำคัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 59 และร่วมกับทุกฝ่ายที่จะส่งเสริมและยกระดับสิทธิมนุษยชนให้ทัดเทียมระดับสากล รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายและระบบพิสูจน์ศพนิรนาม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมไทย
    รัฐบาลจะส่งเสริมสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆตามรัฐธรรมนูญ ส่งเสริมบทบาทของผู้นำชุมชน หรือปราชญ์ท้องถิ่น กระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองและสามารถตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้และส่งเสริมองค์กรพัฒนาเอกชนที่สร้างสรรค์และกระบวนการประชาสังคม ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง
    ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น
    รัฐบาลมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เช่นการทำประชามติหรือการทำประชาคมโดยผ่านการบริหารจากท้องถิ่น ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
    4.แหล่งที่มา http://www.prachatai.com/journal/2005/03/3291

     
  129. ภิชญา ชีวะประไพ

    มิถุนายน 23, 2011 at 5:31 PM

    นางสาวภิชญา ชีวะประไพ รปศ. ปี 4หมู่2 5117442030

    โครงการ “ประกาศจุดเน้นคุณภาพผู้เรียน” ซึ่งได้ประกาศคุณภาพผู้เรียนแต่ละช่วงชั้น กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน ดังนี้
    สพฐ. นักเรียนชั้น ป.๑-๓ ต้องอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีทักษะการคิดพื้นฐาน ทักษะชีวิต และเป็นผู้ใฝ่ดี ป.๔-๖ อ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง มีทักษะการคิดพื้นฐาน ทักษะชีวิต สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และใฝ่เรียนรู้ ม.๑-๓ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และอยู่อย่างพอเพียง ม.๔-๖ แสวงหาความรู้ เพื่อแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย และมีความมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน
    อาชีวศึกษา ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะในอาชีพ มีสมรรถนะที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงตามความต้องการของสถานประกอบการ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรมและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน
    อุดมศึกษา บัณฑิตต้องมีคุณลักษณะอย่างน้อย ๕ ด้าน คือ ๑) มีคุณธรรมจริยธรรม ๒) มีความรู้ความสามารถในการเข้าใจ นึกคิด และนำเสนอข้อมูลและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ๓) มีทักษะทางปัญญา ๔) มีทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ๕) มีทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง

    เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีคุณลักษณะของการเป็นพลเมืองที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลาง การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ และมีคุณลักษณะนิสัยตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ได้แก่ ใฝ่ดี ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน การนำจุดเน้นดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ ต้องมีแนวทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และศักยภาพของผู้เรียน โรงเรียนต้องมีการจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ชัดเจน จัดกิจกรรมนอกห้องเรียนที่เน้นการปฏิบัติไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของเวลาเรียน และมีการใช้สื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย การแสวงหาความร่วมมือกับชุมชนและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น มาร่วมในการจัดการเรียนรู้
    เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน ๔ ใหม่ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ครูยุคใหม่ สถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ และระบบบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งหวังพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข เป็นคุณภาพของเด็กไทยในอนาคต เป็นผู้ที่มีความสามารถ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ก้าวไกลสู่สากล และมีความเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์่งที่มา

    แหล่งที่มา http://srimanorom08.blogspot.com/2011/01/blog-post.html

     
  130. ธนวัฒน์ แสงผ่อง ปี4 หม

    มิถุนายน 23, 2011 at 5:57 PM

    1 นโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

    2 นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ให้ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศตส.) รับผิดชอบดำเนินการอีกภารกิจหนึ่ง มีการปรับบทบาท ภารกิจ จากการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาเป็นการปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การปราบปรามผู้มีอิทธิพลในระดับชาติไว้ 4 ยุทธศาสตร์ และกำหนดพฤติการณ์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพลไว้ 15 ฐานความผิด ประเด็นที่เกี่ยวข้องในส่วนของกรมที่ดิน มี 2 ส่วน คือ ยุทธศาสตร์ที่2 การขจัดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล และพฤติการณ์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพล ในฐานความผิดที่14 คือ กลุ่มผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกที่สาธารณะและ/หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอธิบดีกรมที่ดินเป็นกรรมการใน ศตส.มท และเป็นรองประธานคณะทำงานประสานการดำเนินงานปราบปรามผู้มีอิทธิพล

    โดยที่กรมที่ดินเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแล รักษา คุ้มครองป้องกันที่ดินของรัฐ และดำเนินการเรื่องการขออนุญาตขุดดินลูกรังกับขอสัมปทานในที่ดินของรัฐ ซึ่งมีลักษณะเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล กรมที่ดินจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเสนอมาตรการทั้งในเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และ/หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ดังนี้

    1. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทราบ และถือปฏิบัติ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับเลิกพฤติการณ์คบหา มั่วสุม พัวพัน เกี่ยวข้อง รู้เห็นเป็นใจ ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ส่งเสริมผู้มีอิทธิพล โดยให้ถือเป็นนโยบายสำคัญ หากพบว่าเจ้าหน้าที่ผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล ให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและให้ดำเนินคดีอาญา ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดตามลำดับชั้น จะต้องรับผิดชอบ

    2. จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ และ/หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ์ มีภารกิจหลัก 5 ด้าน คือ ด้านปฏิบัติการเฉพาะกิจ ด้านดำเนินการทางคดี ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านส่งเสริมประสิทธิภาพและระบบงาน

    3. มาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และ/หรือทำลายทรัพยากร ธรรมชาติ ดังนี้

    3.1 กรณีการบุกรุกที่สาธารณะ

    3.1.1 ได้กำหนดแนวทางให้จังหวัดและ กบร.จังหวัดดำเนินการ รวม 4 ประการ ดังนี้
    (1) ควบคุม กำกับ ติดตาม ดูแล ให้หน่วยงานของรัฐที่ดูแลหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ให้หมั่นตรวจสอบ ระมัดระวังอย่าให้มีการบุกรุกที่ดินของรัฐเป็นอันขาด หากมีหรือพบเห็นการบุกรุกที่ดินของรัฐ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามนโยบาย แผนงาน มาตรการแก้ไขปัญหา และป้องกันการบุกรุกที่ดินของรัฐตามที่ กบร. กำหนดโดยเคร่งครัดและถ้าปรากฏว่าการบุกรุกที่ดินของรัฐดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ผู้ใดให้การสนับสนุน ช่วยเหลือหรือมีส่วนร่วม ก็ให้ดำเนินการทางวินัยและคดีอาญาโดยเด็ดขาดทุกรายไป

    (2) ให้หน่วยงานของรัฐที่ดูแลหรือใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ หรือดำเนินการเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของรัฐ สำรวจตรวจสอบว่ามีเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐอยู่ระหว่างดำเนินการ หรือไม่ อย่างไร

    (3) กรณีมีราษฎรขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินของรัฐให้จังหวัดนำเรื่องเสนอ กบร.จังหวัด พิจารณาก่อนทุกราย
    ผลที่เกิดขึ้นจากการนำปฏิบัติ ลดยาเสพติด การบุกรุกที่สาธารณะ
    4 ที่มา http://www.dol.go.th

     
  131. นรีนันท์ หาญปราบ

    มิถุนายน 23, 2011 at 8:31 PM

    .นางสาวนรีนันท์ หาญปราบ รปศ. ปี 4 หมู่ 2 5117442014

    ชื่อนโยบาย ครม. อนุมัติ ถนน 4 เลน อุบลฯ-ตระการ ระยะ 34 กม. งบประมาณ 458 ล้านบาท

    รายละเอียดของนโยบาย
    วันที่ 8 ต.ค. 2552 นายชูศักดิ์ สุทธิรารักษ์ ส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 อ.เขมราฐ ในฐานะที่ปรึกษาโซนเหนือ เป็นตัวแทน นายพรชัย โควสุรัตน์ นายก อบจ.อุบลฯ เข้าพื้นที่เยี่ยมประชาชนในโซนเหนือ (ตระการพืชผล, เขมราฐ,นาตาล,โพธิ์ไทร,กุดข้าวปุ้น) พร้อมกันนี้ได้เข้าตรวจเยี่ยมจุดที่เตรียมทำการก่อสร้างถนนหลวง สายอุบลราชธานี-ตระการพืชผล ภายหลังจากที่กรมทางหลวงเริ่มเข้าไปทำการก่อสร้างถนนสายดังกล่าวจากถนน 2 ช่องจราจร หรือถนน 2 เลน เป็นถนน 4 ช่องจราจร หรือถนน 4 เลน
    ทั้งนี้สืบเนื่องจาก นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีหนังสือถึง นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างปรับปรุงถนน สายอุบลฯ-ตระการฯ และ ถนนสายพิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ให้เป็น 4 ช่องจราจร เพื่อความสะดวกในการสัญจรไปมาและการขนส่งสินค้า เนื่องจากเป็นถนนยุทธศาสตร์หลักในการเชื่อมโยงทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
    จากนั้นรัฐบาลได้เสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายนิติบัญญัติได้ให้ความเห็นชอบ โครงการปรับปรุงถนนทั้งสองสายจึงลงสู่พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งล่าสุดการก่อสร้างปรับปรุงถนนสายอุบลฯ –ตระการฯ กรมทางหลวงได้ส่งช่างเข้าสู่พื้นที่และเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นวันเริ่มสัญญาการก่อสร้าง นับแต่วันเริ่มสัญญา ซึ่งระยะทางที่จะทำการก่อสร้างทั้งสิ้นราว 34 กม.ภายใต้งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้นราว 458 ล้านบาท โดยเริ่มจากบ้านไร่น้อย ต.ไร่น้อย ไปจนถึง ต.เซเป็ด อ.ตระการพืชผล ซึ่งจะก่อสร้างเป็นถนน 4 เลน สลับกับ ถนน 2 เลน หรือ 7 ออน 12 (ถนนกว้าง 12 ม. ผิวจราจร 7 ม.ไหล่ทาง 2.5 ม.) โดยบริเวณที่เป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นจะถูกสร้างให้เป็น 4 เลน ส่วนจุดที่ไม่มีชุมชนจะเป็น 2 เลน และจะสิ้นสุดโครงการก่อสร้างในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า หรือภายใน 660 วัน

    ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง คือ
    อันจะทำให้ประชาชนที่ใช้ถนนสายดังกล่าวได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากขึ้น การจราจรไม่มีการตึดขัดอย่างแต่ก่อน เพิ่มความสะดวกในการสัญจรของการส่งขนสินค้าเพราะเป็นถนนที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ที่มาของข้อมูล
    http://guideubon.com/news/view.php?t=115&s_id=1000&d_id=1000

     
  132. นาย นิรันดร์ หลำศิริ รปศ. ปี 4 หมู่ 2 5117442019

    มิถุนายน 23, 2011 at 9:04 PM

    นาย นิรันดร์ หลำศิริ รปศ.ปี4 หมู่2 รหัส 5117442019
    1.ชื่อนโยบาย รัฐบาลอภิสิทธิ์กับอีลิทการ์ด
    2. รายละเอียดของนโยบาย บัตรอิลิทการ์ดเป็นบัตรที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอย่างต่อเนื่องของชาวต่างประเทศ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้เป็นเจ้าของบัตรได้รับ เช่น บริการอำนวยความสะดวกเรื่องการต้อนรับที่สนามบิน บริการอื่นๆ ในเครือข่ายของบัตรที่ให้กับสมาชิก เช่น โรงแรม สนามกอล์ฟ ตลอดระยะเวลาที่มีการดำเนินการตามนโยบายมีปัญหาอุปสรรคมาเป็นระยะ เช่น ข่าวเล่าลือเรื่อง การรับพนักงานโดยระบบอุปถัมภ์ สิทธิการเป็นถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ความโปร่งใสในการเลือตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้สะท้อนภาพการออกนโยบายที่ไม่ได้คำนึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เช่น ด้านกฎหมาย ปัจจัยด้านความพร้อมขององค์การที่นำนโยบายไปปฏิบัติ
    เมื่อเป็นเช่นนี้ ในทางกระบวนการของการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้นจะมีขั้นตอนของการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนนโยบาย เท่าที่ผ่านการยกเลิกนโยบายมีความเป็นไปได้ยากเนื่องจากการยกเลิกเป็นการชี้ให้เห็นความบกพร่องของการออกนโยบายนั้นๆ ออกมา

    3.ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริง ตลอดระยะเวลาที่มีการดำเนินการตามนโยบายมีปัญหาอุปสรรคมาเป็นระยะ เช่น ข่าวเล่าลือเรื่อง การรับพนักงานโดยระบบอุปถัมภ์ สิทธิการเป็นถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ความโปร่งใสในการเลือตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้สะท้อนภาพการออกนโยบายที่ไม่ได้คำนึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เช่น ด้านกฎหมาย ปัจจัยด้านความพร้