RSS

พฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น : ศึกษาในจังหวัดจันทบุรี

พฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น : ศึกษาในจังหวัดจันทบุรี
Expression in Democratic ways of The Local people
: A Case study of Chantaburi

วงธรรม สรณะ
Wongtham Sarana

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

บทคัดย่อ
การวิจัย เรื่อง พฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น : ศึกษาในจังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น และปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น ผู้ศึกษาใช้การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม สำหรับประชากร/กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 2,842 ครัวเรือน วิเคราะห์ข้อมูลอาศัยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย
ผลการศึกษา พบว่า พฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น เมื่อจำแนกรายด้านพบว่า ในแต่ละด้านประชาชนมีพฤติกรรมประชาธิปไตยสูง และ ต่ำ โดยจำแนก ดังนี้
– ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง ประชาชนไปลงคะแนนเสียงทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ร้อยละ 46.6
– ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม ในข้อที่ให้โอกาสเพื่อนบ้านร่วมแสดงความสามารถในที่สาธารณะ ร้อยละ 68
– ด้านการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ส่วนใหญ่ตอบว่า พูดสุภาพกับทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น ร้อย78.6 ส่วนข้ออื่น ๆ เช่น ยอมรับมติและกติกาที่ส่วนรวมร่วมกันกำหนด ยอมรับและปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของชุมชน หรือท้องถิ่น ยอมรับและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก เข้าแถวตามลำดับก่อนหลัง เมื่อมาใช้บริการ มีการปฏิบัติในเกณฑ์สูงมากกว่า ร้อยละ 82
– ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น พบว่าประชาชนในท้องถิ่นรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้อายุน้อยกว่า ร้อยละ 84.2
– ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่า มีส่วนร่วมในการฟังปราศรัย เมื่อมีเวที หรือมีการจัดให้มีการปราศรัยหาเสียงของนักการเมือง ร้อยละ 78 ส่วนในข้ออื่น ๆ เช่น กล้าที่จะเป็นผู้นำเพื่อรักษาความเป็นธรรมและผลประโยชน์ของส่วนรวม ร้อยละ 72.4 ประชาชนร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนเลือกตั้ง ร้อยละ 71
ส่วนด้านที่มีพฤติกรรมประชาธิปไตยต่ำ และควรได้รับการส่งเสริม เพราะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ได้แก่
– ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ พบว่า ประชาชนเข้าใจว่า ขยะ สิ่งปฏิกูลในที่สาธารณะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแล มิใช่หน้าที่ของประชาชน ร้อยละ 30.7
-ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม พบว่า ร้อยละ 60.6 จะเก็บสาธารณสมบัติที่มาใช้เป็นสมบัติส่วนตน
-ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น พบว่า หากประชาชนทราบว่าผู้เสนอความคิดเห็นมีการศึกษาต่ำกว่าตน ก็จะไม่ให้ความสำคัญของข้อเสนอนั้น ถึงร้อยละ 61.3
ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1) รัฐควรมีมาตรการให้นักการเมืองท้องถิ่นแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อความเปิดเผยโปร่งใส 2)รัฐควรกำหนดให้ทุกองค์กรปกครองท้องถิ่น แสดงข้อมูลต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น รายรับ รายจ่าย ขององค์กร ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง 3)ในการปฏิบัติหน้าที่ควรแจ้งให้สาธารณชนทราบ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม 4) ส่งเสริมอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรขององค์กรให้มีจิตสำนึกในการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อขจัดความรู้สึกของประชาชนที่ว่า มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีการแบ่งชนชั้น
รวมทั้งเปิดช่องทางในการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์ ร้องเรียนถึงผู้บริหารได้โดยตรง เช่น โทรศัพท์มือถือ อีเมล์ และที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

คำสำคัญ (Key word)
พฤติกรรมประชาธิปไตย, ประชาธิปไตย,การเมือง,ประชาชนในท้องถิ่น

Abstract
The objectives of this research are to study the democratic expression and behaviour Of local people within Chantaburi province, and to find out about its obstacles that obstruct the democracy development process in the area. Quantitative research method was employed and utilized by the means of collecting the raw data from the interviews with local people in which questionnaire forms were used. The sample population (or group) consists of local people from 2842 households. The data was then translated into the explanatory statistical forms of data such as frequency, percentage, and mean average values.

The research has found that the locals were highly active in democratic expressions with the average percentage value of 58.98% in which this could be identified into sub-categories as follows;
Self-recognition of their own roles: Local people regularly participated in the elections which has a percentage value of 46.6%.
Mutual recognition of public interests : In term of respecting and giving opportunity to other to express their views and abilities in public places has earned a percentage value of 68 %.
Respecting of freedoms of the other member of public: Most of the locals admitted that thay politely had conversations with other member4s of the public regardless of their social status, which has a percentage value of 78.6%. Other issues, such as approving the agreement and rules that were set and agreed by the local majority, the locals accepted and obeyed those rules. this can be seen from examples suchas taking and joing the que when visiting any officials office and this aspect has earned a percentage value 80%.
Respecting of opinions from others: the majority of the local gladly welcome opinions from the others even from the younger generation, with the percentage value of 84.2 %.
Political participation : most of the locals participated in the public speech events or had a part(s) in organizing one(s) for politicians, with the percentage value of 78% .Other issues, such as being a leader who is ready to monitor and protect the public interests and justice a percentage value of 72.4 % ,the community or taking part in monitoring a percentage value of 71%

This research has come up with some recommendations which are as follows;
1) The government should have clear policies and regulations in place forcing the
local politicians to reveal their assets and incomes to the public before they even register and run for any political positions.
2) The government should force local administration offices reveal their assets and incomes to the public.
3) There should be public relation activities to inform the local public members about
the incoming political events and help boost the political participation and interest from the public.
4) Giving support and training to the personnel of the local public offices to ensure that they will have the right attitude towards the members of local community and to improve their efficiency and effectiveness. By doing this, the gap between the local authorities and their people will gradually be reduced as well as the practice of favouritsm.
In addition, widening the choices of communication channels for the public to gain access to the available services of local government such as e-mail, mobile phone will also boost the efficiency and effectiveness. Members of the public will receive equal treatment from the local authority regardless of their social status.

ความสำคัญของปัญหา
ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพื้นที่การบริหารและการปกครองโดยชนชั้นนำ (Elite) มาเป็นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย โดยมีแนวคิดให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเพื่อขยายพื้นที่ให้กับประชาชนในประเทศมีส่วนร่วมในการปกครอง แต่ที่ผ่านมาสำหรับสังคมไทยแล้ว พื้นที่การบริหารการปกครองยังคงเป็นการดำเนินโดยชนชั้นนำ (Elite) เช่นเดียวกับในอดีตประเทศไทยได้ถือกำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. 2550 โดยมีความมุ่งมั่นให้ความสำคัญต่อการปกครองท้องถิ่น เช่น ความพยายามส่งเสริมและผลักดันให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ตามระบอบประชาธิปไตย การติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้แทนทุกระดับ รวมถึงการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองท้องถิ่นของภาคประชาชน
นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2550:6) ให้ความเห็นว่า วัฒนธรรมและค่านิยมของคนไทยเป็นปัญหาอุปสรรคต่อในการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคนไทยถูกอบรมสั่งสอนให้ยอมรับอำนาจของบุคคลหรือสถาบัน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือการยอมรับอำนาจ หรือ การเคารพนับถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในสังคม ชีวิตของของคนไทยไม่ได้จำกัดอยู่ในวงแคบๆ ของชุมชน อำนาจหรือการเคารพนับถือที่เคยเกิดขึ้นก็เสื่อมลงจนไม่มีเหลืออยู่ในหมู่คนชั้นกลางโดยทั่วไป เช่นเดียวกับการเคารพนับถือ “ครู” ก็เสื่อมลงด้วยเช่นกัน
มีความหมายว่าเมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยนไป ฐานของอำนาจทางวัฒนธรรมที่มีกับบุคคลหรือสถาบันใดก็อาจเปลี่ยนไปด้วย และในทางตรงกันข้ามวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปก็อาจถูกใช้เป็นฐานให้แก่อำนาจของบางบุคคลหรือสถาบันใหม่ ๆ หรือ เสริมสร้างอำนาจของบุคคลอำนาจของบุคคลหรือสถาบันเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้น การยอมรับซึ่งอำนาจเช่นนี้ย่อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนอย่างที่สุด
ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น อีกทั้งเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศชาติ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมประชาธิปไตย ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมประชาธิปไตย รวมปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรค ต่อการพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น

วิธีการวิจัย
ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประชากร/กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยในท้องถิ่นในจังหวัดจันทบุรีจำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย ประชาชนที่อาศัยในเขตพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลคลองนารายณ์ อ.เมือง องค์การบริหารส่วนตำบลแสลง อ.เมือง องค์การบริหารส่วนตำบลท่าช้าง อ.เมือง องค์การบริหารส่วนตำบลตะปอน อ.ขลุง องค์การบริหารส่วนตำบลสะตอน อ.โป่งน้ำร้อน องค์การบริหารส่วนตำบลสะตอน อ.โป่งน้ำร้อน เทศบาลตำบลเขาบายศรี อ.ท่าใหม่ เทศบาลตำบลมะขามเมืองใหม่ อ.มะขาม องค์การบริหารส่วนตำบลเทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน เทศบาลตำบลมะขามเมืองใหม่ อ.มะขาม และ เทศบาลเกวียนหัก อ.ขลุง จันทบุรี รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่สำรวจโดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 2,842 ครัวเรือน การวิเคราะห์ข้อมูลอาศัยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย

ผลการวิจัยและการอภิปราย
จากที่ทำการวิจัย ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิง ร้อยละ 50.6 และเพศชาย ร้อยละ 49.4 อายุระหว่าง 26 – 36 ปี ร่วมตอบแบบสอบถามมากที่สุด ร้อยละ 48.6 และมีสถานภาพสมรสร้อยละ 65.6 ส่วนใหญ่มีสมาชิกในครอบครัว จำนวน 3 – 4 คน ร้อยละ 56.5 ประกอบ อาชีพ รับจ้าง ร้อยละ 35.1 และอาชีพ เกษตรกรรม ร้อยละ 21.9 เป็นส่วนใหญ่ รายได้ของครอบครัวอยู่ที่ประมาณ 5,001-10,000 บาท ต่อเดือน ร้อยละ 42.3 ระดับการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 35.0 และมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 27.6
ประชาชนไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม ร้อยละ 32.3 ส่วนที่เป็นสมาชิกกลุ่มทางสังคม ร้อยละ 24.8 โดยจำแนกเป็น สมาชิกกลุ่มสตรีแม่บ้าน ร้อยละ 9.9 เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ร้อยละ7.5 สมาชิกกลุ่ม ออมทรัพย์ ร้อยละ 14.6 เป็นสมาชิกกลุ่ม อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อ.ส.ม.) ร้อยละ3.1เป็นสมาชิกกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน ร้อยละ 3.1 และเป็นสมาชิกกลุ่มอื่น ๆที่ไม่ได้ระบุในแบบสอบถาม ร้อยละ 0.1
จากการวิจัยเพื่อทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชน จำแนกรายด้านดังนี้
1. ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง
2. ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม
3. ด้านการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
4. ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
5. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ในแต่ละด้านมีรายละเอียดดังนี้

1. ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง จากนโยบายการกระจายอำนาจการปกครองแก่การปกครองท้องถิ่น คืนอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งตัวแทน การบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันของท้องถิ่น เป็นการสนับสนุนระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนปกครองตนเอง ติน ปรัชญพฤทธิ์ (2542:109) กล่าวว่า คือการที่ประชาชนเข้าไปมีอิทธิพลในการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง จากการวิจัยพบว่า ประชาชนในท้องถิ่นไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ร้อยละ 46.6 แสดงไห้เห็นว่า ประชาชนในท้องถิ่นเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะของการเป็นพลเมืองมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ผลของการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นดังกล่าว ประชาชนในท้องถิ่นให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือทางการ (ราชการ/รัฐ ) หรือ องค์กรปกครองท้องถิ่น ในกรณีที่หน่วยงานที่กล่าวถึงข้างต้นร้องขอ ไม่เพียงเท่านั้นยังประชาชนมีจิตสาธารณะโดยการให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในเรื่องที่ตนเองทราบแก่เพื่อนบ้านที่ไม่ทราบ หรือทราบข้อมูลไม่ครบถ้วน เป็นการช่วยเหลือและแสดงน้ำใจให้แก่ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของประชาชนที่อาศัยในชนบท หรือ ในท้องถิ่น
จากการวิจัยพบว่า ประชาชนร้อยละ 30.7 แสดงความเห็นว่าการกำจัดขยะหรือสิ่งปฏิกูล เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่มิใช่หน้าที่ของประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ควรให้ร่วมมือกันในการดูแลท้องถิ่น
แต่อย่างไรก็ตามในด้านนี้พบว่า การรับทราบข้อมูลต่างของหน่วยงานจากป้ายประกาศนั้นยังมีระดับไม่สูงมากนักเพราะประชาชน ร้อยละ 34 ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 ประเด็นดังนี้
1.1 ปัญหาที่เกิดจากหน่วยงาน คือ ป้ายประกาศของหน่วยงานอาจมีการติดตั้งไม่ทั่วถึง มีน้อยเกินไป อาจเป็นเพราะข้อมูลที่ควรเสนอให้ประชาชนทราบไม่รับการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
1.2 ปัญหาที่เกิดจากประชาชน คือ ประชาชนในท้องถิ่นขาดความสนใจเกี่ยวกับข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการอ่านจากเอกสารที่ติดประกาศไว้
2. ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม ลักษณะหนึ่งของอุดมการณ์ประชาธิปไตย ชัยอนันต์ สมุทวนิช (2523:248) ได้เสนอว่า บุคคลในสังคมที่ควรได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน จากการปฏิบัติงานของรัฐจากกฎหมายต่าง ๆ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ฉะนั้นการเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในสังคม หรือชุมชนเดียวกันได้แสดงความสามารถอย่างเท่าเทียมนอกจากประชาชนจะเปิดใจให้กว้าง เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าประชาชนในท้องถิ่นคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับส่วนรวม การวิจัย พบว่า ประชาชนให้โอกาสเพื่อนบ้านร่วมแสดงความสามารถในที่สาธารณะ ร้อยละ 41.7
ทั้งนี้เพราะในการรวมกลุ่มของประชาชนในพื้นที่มีความเข้มแข็งเป็นทุนเดิม เห็นได้จากการข้อมูลที่สะท้อนว่าประชาชนได้ร่วมบำเพ็ญประโยชน์เนื่องในวันสำคัญทางศาสนา ร้อยละ 62 เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ การบำเพ็ญประโยชน์เนื่องในวันสำคัญทางศาสนาดังกล่าว ชาวพุทธมักถือว่าจะเป็นบุญกุศลแก่ตนเอง สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของ วิสุทธิ์ โพธิ์แท่น (2524:55) ว่าการเข้าร่วมในกิจการของสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ย่อมเป็นปัจจัยที่สำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมในการด้านนี้
เกี่ยวกับการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม ได้พบว่ากรณีที่ประชาชนร้อยละ 60.6 จะเก็บสาธารณะสมบัตินั้นมาใช้ส่วนตนราวกับเป็นเจ้าของ ขณะที่ร้อยละ 41.7 รู้สึกเฉยๆ เมื่อรู้ว่าคนที่รู้จักไปทำลายสาธารณะสมบัติ ซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และร้อยละ 28.5 ที่เห็นถนนชำรุดแล้วโทรฯ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการ
ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าหากสาธารณะสมบัติถูกทำลายประชาชนบางส่วนอาจจะไม่ช่วยดูแลซึ่งส่งผลกระทบในแง่ของการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม ในข้อนี้ควรเร่งส่งเสริมพฤติกรรมด้านนี้อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เป็นเพราะบุคคลจะต้องรวมกลุ่มเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของบุคคล (จรูญ สุภาพ,2534: 35-41) ซึ่งการร่วมดูแลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นคุณลักษณะประชาธิปไตยประการหนึ่งของพฤติกรรมประชาธิปไตย
3. ด้านการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จากความเห็นของ วิสุทธิ์ โพธิ์แท่น (2524:55) ที่กล่าวว่า ถือหลักการปกครองโดยเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตย ผู้ตอบในข้อนี้ ถึงร้อยละ 82 จากการวิจัยพบว่า ประชาชนในท้องถิ่นให้ความเป็นกันเองเพราะส่วนใหญ่จะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ดังนั้นในการสื่อสารระหว่างกันจึงมีความสุภาพและเป็นกันเอง โดยไม่แบ่งชนชั้น เป็นลักษณะของการยึดหลักความเสมอภาค ประชาชนในรัฐจะต้องมีความเสมอภาคกัน เช่น ความเสมอภาคทางกฎหมาย ความเสมอภาคทางโอกาส ความเสมอภาคทางการเมือง เป็นต้นพบว่า ในด้านของการเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ที่ปรากฎในท้องถิ่นนั้น ควรจะได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้มากและควรส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพราะในทุกๆ ด้านสามารถพัฒนาได้โดยเฉพาะด้านการยอมรับมติ หรือ กติกาที่ท้องถิ่นหรือ กลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นร่วมกันกำหนดขึ้น
การเข้าแถวเพื่อรับบริการตามลำดับก่อนหลังของประชาชนในท้องถิ่น พบว่า มีการปฏิบัติในเกณฑ์สูง ถึง ร้อยละ 56.2 ข้อมูลบางส่วนที่ประชาชนสะท้อนออกมา สามารถอธิบายได้ว่าประชาชนมีความเข้าใจบริบทของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ชัยอนันต์ สมุทวนิช (2523:15) กล่าวว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะและมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น
4. ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จรูญ สุภาพ (2534:35-41) ให้ความเห็นว่า ควรส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่น รู้จักใช้เหตุผลทั้งในความคิด การฝึกหัดมองโลกในทางที่ดีและคิดเห็นในแง่ดี เพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคำนึงถึง คุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคคล ถือว่าบุคคลมีความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ และ สามารถยอมรับความแตกต่างในด้านความคิดเห็น มีความอดทนต่อสภาพที่ไม่อาจถูกใจ
จากผลการวิจัยพบว่า ในท้องถิ่นเกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมท้องถิ่นเห็นได้จากข้อมูลที่ถามว่า หากผู้ที่เสนอความเห็นมีระดับการศึกษาต่ำกว่าตนเองก็จะไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งระดับของพฤติกรรมนี้ สูงถึง ร้อยละ 61.3 หากจะส่งเสริมให้ประชาชนเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างจริงใจย่อมเสริมสร้างพฤติกรรมประชาธิปไตยเชิงบวกได้อีกทางหนึ่ง
5. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง จากข้อคิดเห็นของ จรูญ สุภาพ (2534:35-41) ที่กล่าวถึงวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย ว่าประชาชนจะมีความสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยมีนิสัยเกี่ยวกับการ สรรหาความรู้ในกิจการบ้านเมือง ฝึกหัดใช้ความคิดในการแก้ปัญหาต่าง ๆที่เป็นกิจการสาธารณะ การมีส่วนร่วมในกลุ่มการเมืองหรือกิจกรรมทางการเมือง เช่น เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ความรอบคอบในการออกเสียงเลือกตั้ง ในปัจจุบันพบว่า การเมืองระดับชาติได้แทรกซึมเข้าสู่การเมืองในทุกระดับ เห็นได้จากการจัดเวทีปราศรัยหาเสียงของนักการเมืองระดับชาติ การรณรงค์ทางการเมือง ข่าวสารการเมือง ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนในท้องถิ่น ซึมซับกิจกรรมทางการเมืองเหล่านั้น การรวมกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ การสังเกตการณ์ทางการเมืองการนับคะแนนการเลือกตั้ง
จากการวิจัย พบว่า มีประชาชน ร้อยละ 55.2 ร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น แต่การไปร้องเรียนโดยไม่คำนึงถึงความถูกหรือผิด ย่อมเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงภาวะของความไม่เข้าใจบริบทของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเสริมสร้างและพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชน
จำแนกรายด้านดังนี้
1. ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง
2. ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม
3. ด้านการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
4. ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
5. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง

1. ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง พบว่า มีข้อมูลว่า ผู้นำ หรือ ผู้แทนประชาชนใช้อำนาจของตนโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชน หรือ ให้ความสำคัญกับพรรคพวกของตนเอง (ที่เลือกตนเข้ามาเป็นตัวแทน)มากกว่า เอาประโยชน์ของประชาชนเอามาเป็นผลประโยชน์ส่วนตน เช่น การใช้รถขององค์กรราวกับเป็นรถของตนเอง หรือแม้แต่ใช้อำนาจโดยที่ไม่ฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่สำคัญไม่เข้าใจถึงบทบาทของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง พฤติกรรมของผู้นำในลักษณะนี้ ทินพันธ์ นาคะตะ (2545:4) กล่าวว่า ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อการปกครองในระบอบนี้ เพราะประชาชนย่อมเกิดความรู้สึกว่า หากแสดงออกไปย่อมไม่เกิดผลดีต่อตนเอง จึงละเว้นไม่พูด ไม่แสดงออก และที่สุดแล้วคือการไม่เข้าร่วม ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนา จรูญ สุภาพ (2534:35-41) เสนอว่า ประชาชนควรมีการอภิปราย ถกเถียง หรือ แสดงเหตุผล เพื่อหาข้อยุติที่ถูกต้องเป็นไปตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ และชอบธรรมด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการใช้อำนาจมิชอบของผู้นำท้องถิ่น
ขณะเดียวกันประชาชนในท้องถิ่น ต้องคิดว่าตนมีประสิทธิภาพทางการเมือง โดยบุคคลจะต้องเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ หากประชาชนเพิกเฉยย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารกิจการในท้องถิ่นอย่างแน่นอน
2. ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม พบว่า เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดจันทบุรีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้งผู้นำ นักการเมืองท้องถิ่น ส่วนใหญ่แล้วมีอาชีพเกษตรกร จากแบบสอบถามทำให้ทราบว่า เมื่อได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประชาชนแล้ว ทำให้บุคคลเหล่านี้มีโอกาสมากกว่าในการใช้ประโยชน์ของส่วนรวม เช่น เมื่อเป็นผู้มีอำนาจมักใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองโดยการนำเอาเครื่องจักรกลของทางราชการไปใช้ในพื้นที่ส่วนตน เป็นต้น
สิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาคือ ควรมีการให้ความรู้แก่ประชาชนในการใช้สิทธิตามกฎหมายให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของหลักธรรมาภิบาล ซึ่งประกอบด้วย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงาน และงบประมาณในการบริหารงานในท้องถิ่นได้
3. ด้านการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น พบว่า ในสังคมของท้องถิ่นระบบอุปถัมภ์ หรือ ระบบพรรคพวกยังคงเข้มแข็ง ซึ่งข้อมูลจากแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนในสังคมท้องถิ่นมีความคิดที่จะมุ่งจะทำลายบุคคลที่เขาไม่ชอบ มีความคิดเห็นไม่ตรงกันแบ่งแยกพวกพ้อง ต่างคนต่างรักพวกพ้องของตัวเอง ทำเพื่อพวกพ้องของตัวเอง และสมาชิกครอบครัวยังต้องฟังคำสั่งของหัวหน้าครอบครัว นั่นหมายความว่า หัวหน้าครอบครัวสามารถกุมอำนาจทั้งหมดโดยผู้ท่าอาศัยในครัวเรือนเดียว ต้องฟังคำสั่งบุคคลเพียงเดียว ซึ่งลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลทำให้สมาชิกที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันแสดงพฤติกรรมที่ตนได้รับต่อบุคคลอื่นในสังคมด้วย
สิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนา จรูญ สุภาพ (2534:35-41) กล่าวว่า ให้ความสำคัญแก่บุคคลและกลุ่มบุคคล เพื่อรักษาความสำคัญของบุคคลไว้แต่สภาพของสังคมปัจจุบันเป็นความจำเป็นที่บุคคลจะต้องรวมกลุ่มเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของบุคคลเพื่อต่อต้านอิทธิพลของกลุ่มอื่น หรือ การปกครองที่มิชอบ
4. ด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น พบว่า มีประชาชนในท้องถิ่นไม่ทราบเกี่ยวกับสิทธิของตัวเอง เช่น การถูกละเมิดสิทธิ เสรีภาพในการคิด การพูด การเขียน อีกทั้งในบางครั้งผู้นำ หรือ ผู้แทน ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น บางคนก็เอาแต่ใจตัวเองไม่เชื่อฟังผู้อื่น ถูกใจก็ว่าเป็นธรรม ถ้าไม่ถูกใจก็ว่าไม่เป็นธรรมไม่มีความสามัคคี เป็นต้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะหากประชาชนถูกจำกัดสิทธิ เสรีภาพดังที่กล่าวข้างต้น ขณะที่ผู้นำ หรือ ผู้แทน มิได้ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของประชาชน ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย
สิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาคือการส่งเสริมให้สังคมการยึดหลักของความสมัครใจ การปฏิบัติกิจการต่างๆ ของบุคคลจึงควรเป็นไปตามความรู้สึก ความต้องการ ไม่มีการบังคับ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มต่าง ๆ ด้วยความสมัครใจ ย่อมเป็นการส่งเสริมในด้านการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จรูญ สุภาพ (2534:35-41)
5. ด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่า โดยทั่วไปแล้วการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยังคงเป็นกลุ่มบุคคล หรือ ประชาชนกลุ่มเดิมๆ ที่มีบทบาททางการเมืองอยู่แล้ว แต่ประชาชนโดยทั่วไปที่อาศัยในท้องถิ่นเองยังไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองเท่าที่ควร หรือ หากเป็นประชาชนทั่วไปเมื่อได้มีโอกาสมีส่วนร่วม เช่น เข้าร่วมประชาคมหมู่บ้าน ก็จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
สิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาคือ ประชาชนควรเป็นผู้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้แสดงออกถึงภาวะผู้นำและบทบาทของประชาชนตามวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การจัดกิจการทางการเมือง เช่น การให้ความรู้ การจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น อย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นส่งเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยให้เข้มแข็งสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองท้องถิ่น รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นต้องร่วมมือกัน
ทินพันธ์ นาคะตะ (2545:4) ได้อธิบายลักษณะของประชาธิปไตยว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ประการ คือ มีหลักการ วิธีการและวัตถุประสงค์ในการปกครอง ที่ผูกพันกับประชาชนส่วนใหญ่อยู่เสมอ จะขาดลักษณะหนึ่งลักษณะใดมิได้ ประชาธิปไตยจึงจะเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังที่กล่าวมาข้างต้น ชัยอนันต์ สมุทวนิช(2523:15)กล่าวไว้ว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน และให้ความสำคัญแก่ความคิดเห็นที่แตกต่างในการแก้ปัญหา โดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล การตัดสินปัญหาโดยอาศัยเสียงข้างมาก และให้ความคุ้มครองแก่ฝ่ายเสียงข้างน้อยแต่การที่พบว่า มีระบบพรรคพวกที่เข้มแข็งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และส่งเสริมพฤติกรรมประชาธิปไตยให้เข้มแข็งในท้องถิ่น เพราะย่อมไม่เกิดระบบของการถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกัน

สรุปและข้อเสนอแนะ
วัฒนธรรมและค่านิยมของคนไทยเป็นปัญหาอุปสรรคต่อในการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะคำสั่งสอน อบรม ให้ยอมรับอำนาจของบุคคลหรือสถาบัน เช่น อำนาจของพ่อ-แม่ในครอบครัวไทย ก็มาจากวัฒนธรรมประเพณี การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมประชาธิปไตยปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมประชาธิปไตย รวมปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรค ต่อการพัฒนาพฤติกรรมประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น
โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่อาศัยในท้องถิ่นในจังหวัดจันทบุรีจำนวน 10 แห่ง รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 2,842 ตัวอย่าง
จากการศึกษาจำแนกรายด้าน พบว่า ด้านการรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง ประชาชนในท้องถิ่นเข้าใจ บทบาทหน้าที่ของตนเองว่าฐานะที่เป็นประชาชนในท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นของตนเอง ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่เสียทั้งหมด ด้านการยึดถือประโยชน์ของส่วนรวม พบว่า ประชาชนคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเห็นได้จากการเข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณะ เช่น งานสำคัญทางศาสนา แต่พบสิ่งที่น่าเป็นห่วง เมื่อสาธารณสมบัติไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้รับการดูแล เนื่องจากประชาชนจะเก็บสมบัตินั้นมาใช้ส่วนตน ราวกับเป็นเจ้าของ ขณะที่บางส่วนจะรู้สึกเฉยๆ เมื่อมีการทำลายสาธารณะสมบัติ
อย่างไรก็ตามการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในท้องถิ่นควรดำเนินการต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ การประชาคมหมู่บ้าน หรือ การรวมกลุ่มของประชาชนควรมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นมิใช่เป็นคนกลุ่มเดิม ๆที่สำคัญเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเองควรต้องมีความชัดเจนโดยเฉพาะเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ ไม่พฤติกรรม เช่น เลือกปฏิบัติ แบ่งพรรคแบ่งพวก คลุมเครือในเรื่องนโยบาย แนวทางปฏิบัติ ควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ เพื่อขจัดรอยแยกระหว่างประชาชน กับ คนของรัฐ

บรรณานุกรม
กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ. 2538. แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร: การศาสนา.
โกวิทย์ พวงงาม. 2544. การปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด.
คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ,สำนักงาน,สำนักนายกรัฐมนตรี.2535.แผนการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2535.กรุงเทพมหานคร: อัมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ป.
จรูญ สุภาพ.2534.ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบ.กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช.
ชัยพร วิชชาวุธ.2523.การวิจัยเชิงจิตวิทยา.กรุงเทพมหานคร:ไทยวัฒนาพานิช.
ชัยอนันต์ สมุทวณิช.2519.วิชาลัทธิการเมือง.กรุงเทพมหานคร:อักษรเจริญทัศน์.
ทินพันธ์ นาคะตะ.2545.ประชาธิปไตยไทย.กรุงเทพมหานคร:สหายบล็อกและการพิมพ์.
ธีรยุทธ บุญมี.2536.สังคมเข้มแข็ง.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มิ่งมิตร.
นิธิ เอียวศรีวงศ์.2550.”วัฒนธรรมทางการเมืองไทย”เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ “วัฒนธรรมการเมือง จริยธรรม และการปกครอง”(Political Culture, Ethics and Governance).สถาบันพระปกเกล้า.
พระเทพเวที.2535.การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิสุทธิ์ โพธิ์แท่น.2524.แนวความคิดและตัวแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติ.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: